คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 266/2546
หลักกฎหมาย
ธนาคารโจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า ขณะเดียวกันก็เป็นการรับรองต่อผู้ขายสินค้าว่าผู้ขายสินค้าจะได้รับการชำระเงินอย่างแน่นอน ถ้าผู้ขายสินค้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1รับเอาไม้ไปขายก่อนก็เพื่อนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ ไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตระงับ จำเลยที่ 2 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ดังกล่าว หากก่อนผิดนัดลูกหนี้ตกลงให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแล้ว เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ย่อมถือว่ามีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ได้ตามอัตราที่ตกลงกันก่อนผิดนัดนั้น ข้อตกลงต่อท้ายคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่ชัดเจนเพียงพอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราใดอย่างแน่ชัด และแม้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้เอง แต่ก็เป็นเพียงกรอบอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์จะต้องนำไปตกลงกับลูกค้าแต่ละรายต่อไป โดยต้องไม่เกินอัตราตามที่ประกาศไว้เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะนำอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์นั้นมาใช้บังคับผูกพันจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ขายสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว และโจทก์ได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี และจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับรองตั๋วไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัด ย่อมมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามอัตราดังกล่าวเช่นเดียวกัน โจทก์คิดดอกเบี้ยของต้นเงินแล้วนำต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวมาเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยต่อไป มีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1เป็นลูกค้าของโจทก์ โดยทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ เพื่อสั่งซื้อสินค้าไม้ซุงสักจากประเทศสหภาพพม่า มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1ในวงเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมอบเงินฝากจำนวนเงิน 1,200,000 บาท เป็นประกันด้วย ต่อมาผู้ขายได้ส่งสินค้าให้จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ขายไปแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าสินค้ามาชำระคืนให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์นำเงินฝากของจำเลยที่ 2 มาหักชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,057,760.69 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 4,735,752.03 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายในระยะเวลาสองปีนับแต่หนี้ถึงกำหนดชำระ หรือนับแต่วันที่อาจบังคับเอาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ และฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 2ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 9,057,760.69 บาท และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 4,735,752.03 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าว่าจะได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต ขณะเดียวกันก็เป็นการรับรองต่อผู้ขายสินค้าว่าผู้ขายสินค้าจะได้รับการชำระเงินอย่างแน่นอน ถ้าผู้ขายสินค้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าฟ้องไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และเมื่อผู้ขายสินค้าส่งสินค้ามาให้แล้ว โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปโดยการหักบัญชีตามภาพถ่ายตั๋วแลกเงินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 เอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องอ่านดูแล้วเข้าใจได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2536 และโจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ขายสินค้าเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2536 จำนวน 186,156 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกันเมื่อใด โจทก์ชำระค่าสินค้าจำนวนเท่าใดและเมื่อใด เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น จึงฟังไม่ขึ้น เพราะโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงไว้ในคำฟ้องพอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาพร้อมคำขอบังคับครบถ้วนแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2536 โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นหนี้อยู่แล้วในขณะทำสัญญาหรือต่อไปในภายหน้า เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา การที่โจทก์ทำสัญญาทรัสต์รีซีทยอมให้จำเลยที่ 1 รับเอาไม้ไปขายก่อนก็เพื่อนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ในภายหลัง ไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตระงับ จำเลยที่ 2 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิง ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว คงเหลือหนี้ที่ต้องชำระเพียง 1,390,899.90 บาท เมื่อโจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง