ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 2665/2548

หลักกฎหมาย

โจทก์ได้ปฏิบัติครบถ้วนตามขั้นตอนในการร้องขอให้บังคับคดีแล้ว แม้ในวันที่ 19 ธันวาคม 2536 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอถอนการยึดที่ดินพิพาทและขอถอนการบังคับคดีไปแล้ว แต่เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์ได้ยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยโดยให้โจทก์มีอำนาจบังคับคดีต่อไปและระงับการแจ้งถอนการยึดไปยังเจ้าพนักงานที่ดินโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รับเงินที่จำเลยนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดียกคำแถลงของโจทก์ แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลชั้นต้น เมื่อคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามคำแถลงของโจทก์ที่ได้ยื่นไว้เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 ซึ่งยังไม่พ้น 10 ปี นับถัดจากวันครบกำหนดที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมคือวันที่ 1 มิถุนายน 2530 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2529 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,795,250.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมเท่าที่ศาลไม่สั่งคืนกับค่าทนายความแก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสี่สัญญาว่าจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดวันที่ 31 พฤษภาคม 2530 หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีและยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสี่ชำระจนครบ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 12833 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินดังกล่าว วันที่ 20 มิถุนายน 2533 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12833 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง วันที่ 29 ธันวาคม 2536 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดที่ดินที่ได้ยึดไว้ที่เหลือ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ววันที่ 4 มกราคม 2537 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนคำสั่งที่ถอนการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่โดยให้โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษาต่อไปและให้ระงับการแจ้งถอนการยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 และที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 กับที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 และให้คืนเงินค่าธรรมเนียมแก่โจทก์เนื่องจากโจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจากจำเลยทั้งสี่ครบถ้วน เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า ไม่อาจคืนเงินค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีนี้ต่อไปได้อีก ให้ยกคำแถลง ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า ที่โจทก์แถลงขอถอนการยึดที่ดินที่เหลือที่โจทก์ได้ยึดไว้ทั้งหมดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2536 เป็นไปโดยหลงผิดเพราะจำเลยทั้งสี่มิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสี่และดำเนินการบังคับคดีนี้ต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้โจทก์บังคับคดีต่อไปได้ คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 12 ธันวาคม 2540 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16690, 2108, 10174 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 25 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 และวันที่ 2 มิถุนายน 2541 โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 ของจำเลยที่ 2 และต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ตามคำร้องของผู้ร้องลงวันที่ 19 เมษายน 2542 ต่อมาวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ร้องยื่นคำแถลงขอนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำขอของผู้ร้องที่ขอให้ยึดที่ดินพิพาทโดยเห็นว่าผู้ร้องมิได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทดังกล่าวภายในกำหนด 10 ปี จึงหมดสิทธิบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยังไม่หมดสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2537 และคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2540 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่ต่อไปทำให้ข้อสงสัยว่าโจทก์มีสิทธิบังคับคดีต่อไปอีกหรือไม่ถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีตามคำร้องดังกล่าวที่โจทก์ได้ยื่นไว้ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ยกคำขอบังคับคดีของผู้ร้องไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11608 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ตามคำร้องที่ยื่นมาพร้อมกับคำร้องคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 จำเลยทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีต่อไปได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดีได้ภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพราะการที่จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกาไม่เป็นการทุเลาการบังคับ เมื่อโจทก์มิได้บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสี่จนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำแถล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2665/2548 · ทนอย Thanoy