ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 2669/2544

หลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจาก การบรรยายฟ้องเป็นสำคัญ เมื่อคำฟ้องเป็นที่พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่โจทก์อาศัยเป็นหลักในการกล่าวหาและที่ขอบังคับจำเลยตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ข้อ 6 แล้ว จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเอกสารที่ต้องแนบมาท้ายคำฟ้องตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 7 นั้น ก็เพื่อจะให้จำเลยได้รู้ว่ามีเอกสารใดที่เกี่ยวข้องตามคำฟ้องบ้างในเบื้องต้น อันจะทำให้การดำเนินคดีเป็นไปโดยความสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น แม้เอกสารดังกล่าวเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่มีคำแปลเป็นภาษาไทยก็เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายเพียงแต่ในชั้นพิจารณาจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 46 เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาการให้สินเชื่อแล้ว มีหน้าที่ปฏิบัติต่อกันตามสัญญา หากจำเลยปฏิบัติผิดข้อกำหนดใดย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทำให้มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระเงินคืนได้ การที่จำเลยปฏิบัติผิดข้อกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกเงินกู้คืน เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายโดยชอบ แม้โจทก์จะรู้ว่าอยู่ในระหว่างที่จำเลยกำลังเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้รายอื่นก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยชำระหนี้ด้วยเงินตราต่างประเทศคือเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษากำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินใน วันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ นอกจากจะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคสอง แล้วยังเป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ โดยกำหนดการคิดอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ไต้หวัน สาธารณรัฐสิงคโปร์และไต้หวัน ตามลำดับ ส่วนโจทก์ที่ 5 ถึงที่ 7 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น โดยโจทก์ทั้งเจ็ดต่างประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ซึ่งรวมทั้งรับฝากและให้กู้ยืมเงิน จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศไทยประกอบกิจการสั่งสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ผลิต ขาย จำหน่าย ส่งออก ซ่อมแซม แก้ไข ติดตั้งและให้บริการอันเกี่ยวเนื่องกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการสื่อสารโทรคมนาคมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ทุกประเภท เมื่อวันที่ 26ตุลาคม 2538 จำเลยได้ตกลงทำสัญญาการให้สินเชื่อกับโจทก์ทั้งเจ็ดและธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 40,000,000 ดอลลาร์สหรัฐโดยโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตกลงให้จำเลยกู้เงินแต่ละรายในวงเงินรายละ3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ที่ 4 ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 2,500,000ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ที่ 5 ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐโจทก์ที่ 6 ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 4,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ที่ 7ตกลงให้จำเลยกู้ในวงเงิน 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ สัญญาการให้สินเชื่อดังกล่าวมีบริษัทโซซิเยเต้ เจเนอราล เอเซีย จำกัด (Societe Generale AsiaLimited) เป็นผู้จัดการสินเชื่อ (Agent) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของธนาคารโจทก์ผู้ให้กู้ทั้งหมดในการประสานงานติดต่อส่งข้อมูลส่งคำบอกกล่าวระหว่างคู่สัญญาทั้งหมด รวมถึงการแจ้งอัตราดอกเบี้ยและจำนวนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นให้โจทก์และ/หรือจำเลยทราบ และการส่งคำบอกกล่าวแก่จำเลยว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาการให้สินเชื่อ การแจ้งแก่จำเลยให้หนี้เงินกู้ทั้งปวงถึงกำหนดชำระให้แก่โจทก์ และรวมถึงการกระทำใด ๆ ตามคำสั่งของผู้ให้กู้ด้วยหลังจากทำสัญญาการให้สินเชื่อดังกล่าวแล้ว จำเลยได้ขอเบิกเงินกู้จากโจทก์ทั้งเจ็ดและธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย แต่ละรายและทุกรายต่างได้ส่งมอบเงินกู้ตามสัดส่วนของตนให้จำเลยแล้วเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2538 รวม 40,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาปรากฏว่าจำเลยผิดสัญญาหลายประการกล่าวคือ จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าใช้จ่ายค่าดำเนินการทางกฎหมายจำนวนประมาณ 14,000ดอลลาร์สหรัฐ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินการ การจัดการและการบังคับการตามสัญญาซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้จ่ายนั้นให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ด และธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย นั้นด้วย ผู้จัดการสินเชื่อได้แจ้งเตือนให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้วแต่จำเลยไม่ยอมชำระให้ และจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาสินเชื่อดังกล่าวโดยสัญญาข้อ 18.2(5) ซึ่งกำหนดว่า หากจำเลยจะขายทรัพย์สินของจำเลยที่มีมูลค่าตามบัญชีร้อยละ 10 ขึ้นไป จำเลยจะต้องขอความยินยอมจากกลุ่มธนาคารผู้ให้กู้ร่วมกันเกินกว่าร้อยละ 66.67 ของจำนวนเงินกู้ตามสัญญาขึ้นไปเสียก่อน แต่เมื่อประมาณปลายปี 2540จำเลยขายหุ้นของบริษัทเอเซีย บรอดคาสติ้ง แอนด์ คอมมูนิเคชั่น เน็ทเวอร์คจำกัด (เอบีซีเอ็น) ซึ่งจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ประมาณร้อยละ 20 ไปทั้งหมดโดยไม่ได้รับความยินยอมจากกลุ่มธนาคารผู้ให้กู้ นอกจากนี้ตามสัญญาข้อ 17.1ซึ่งจำเลยสัญญาว่าจะดำรงสถานะทางการเงินของจำเลยรวมทั้งกลุ่มบริษัทของจำเลยรวมกันเพื่อให้อัตราส่วนหนี้ไม่เกิน 3 เท่าของทุนของทั้งกลุ่มบริษัทของจำเลย แต่ตามงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัทของจำเลยประจำปี 2540ได้มีการก่อหนี้สินขึ้นเป็นจำนวนมาก เมื่อรวมกับหนี้สินเดิมอื่น ๆ ของจำเลยและกลุ่มบริษัทของจำเลยแล้วทำให้อัตราส่วนหนี้ของจำเลยและกลุ่มบริษัทของจำเลยรวมกันเกินกว่า 3 เท่าของทุนของจำเลยและกลุ่มบริษัทของจำเลยอันเป็นการกระทำที่ผิดไปจากสัญญาดังกล่าว และตามสัญญาข้อ 19 จำเลยสัญญาว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ใด ๆ เมื่อถึงกำหนดชำระหรือหากจำเลยถูกเรียกให้ชำระหนี้ใด ๆ คืนเจ้าหนี้ก่อนที่หนี้รายนั้นจะถึงกำหนดชำระตามสัญญา ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดตามสัญญาด้วย ซึ่งปรากฏว่าเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2541 จำเลยถูกธนาคารบีเอซเอฟ บังค์ อาคทิงเกเซลซาฟท์ จำกัดเจ้าหนี้ผู้ให้กู้รายหนึ่งของจำเลยเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้คืนเนื่องจากการกระทำผิดสัญญากู้ที่มีอยู่ต่อกันเป็นเงินจำนวนประมาณ 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐแต่จำเลยก็ไม่ยอมชำระให้ และธนาคารเจ้าหนี้ดังกล่าวได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้ว เหตุดังกล่าวถือว่าเป็นเหตุผิดนัดและผิดสัญญาการให้สินเชื่อ เนื่องจากจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาหลายประการดังกล่าว และไม่ยอมจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัญญาที่มีต่อกัน ทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งเจ็ดและธนาคารผู้มีชื่ออีก 5 ราย ได้ขอให้จำเลยจัดการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัญญาแล้วก็ตาม ในที่สุดกลุ่มธนาคารผู้ให้กู้รวมทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดจึงได้มีคำสั่งขอให้ผู้จัดการสินเชื่อมีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาและให้หนี้เงินกู้ทั้งหมดได
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง