ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 2672/2554

หลักกฎหมาย

ในส่วนของจำเลยที่ 7 ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะออกจากขนำที่เกิดเหตุไปโดยบอกว่าจะไปรับพวกอีกคนหนึ่ง แล้วจำเลยที่ 5 ขับรถยนต์กระบะกลับมาพร้อมจำเลยที่ 7 เมื่อมาถึงขนำที่เกิดเหตุ ในขณะที่จำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะอยู่ จำเลยที่ 4 และที่ 6 ซึ่งกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เสร็จแล้วได้ออกมาจากขนำ โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินตามออกมาด้วย จำเลยที่ 7 จับมือผู้เสียหายที่ 1 พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที 1 ตอบว่าขอไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก ผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกติดตามไม่พบ เนื่องจากผู้เสียหายซ่อนตัวอยู่นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 7 มีส่วนร่วมคบคิดหรือนัดแนะกับจำเลยอื่นในการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารมาแต่ต้น การที่จำเลยที่ 7 มายังขนำที่เกิดเหตุและกระทำการดังกล่าวหลังจากที่จำเลยอื่นได้พาผู้เสียหายที่ 1 มากระทำชำเราแล้ว ยังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 7 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยอื่นพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1670/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 6 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 มาตรา 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ขณะกระทำผิดมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี ฐานสนับสนุนการกระทำผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ตลอดชีวิต รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำเลยที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 4 เดือน 40 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 14 ปี สำหรับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว และจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 10 ปี นับโทษจำเลยที่ 6 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1670/2546 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 จากสารบบความศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งเจ็ด โดยมีรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน แม้ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะไม่เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 มาก่อน อีกทั้งเหตุเกิดในเวลากลางคืน แต่ผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยที่ 5 ตั้งแต่จำเลยที่ 5 กับพวกอีก 4 คน ไปคุยกับผู้เสียหายที่ 2 ที่บ้าน จำเลยที่ 5 กับพวก ยังออกไปซื้อขนมมารับประทานที่บ้านอีก ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ถูกบังคับให้นั่งรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปยังเห็นจำเลยที่ 5 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับอยู่ด้านข้าง จำเลยที่ 5 กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันดึงผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนขนำแล้วพยายามเกลี้ยกล่อมให้ผู้เสียหายที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 ร่วมประเวณี จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยอื่นมัดผู้เสียหายที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ทำอะไรผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 5 กับพวกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านอีกหลังหนึ่งแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 5 พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ขนำที่ผู้เสียหายที่ 2 อยู่กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 5 ยังร่วมกับพวกพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ขนำอีกแห่งหนึ่งให้จำเลยที่ 4 และที่ 6 ผลัดกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยจำเลยที่ 5 ไปรับจำเลยที่ 7 มาที่ขนำดังกล่าว สำหรับจำเลยที่ 4 ผู้เสียหายที่ 1 เห็นตั้งแต่มากับจำเลยที่ 6 จำเลยที่ 4 ร่วมนำตัวผู้เสียหายที่ 1 ไปขนำหลังสุดท้าย จำเลยที่ 4 เป็นผู้ดึงมือผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้าน ขณะที่จำเลยที่ 6 กระทำชำเรานานประมาณ 15 นาที จำเลยที่ 4 เป็นผู้จับมือผู้เสียหายที่ 1 กดไว้กับพื้นแล้วจำเลยที่ 4 กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นานประมาณ 10 นาที เมื่อจำเลยที่ 5 กลับมาพร้อมจำเลยที่ 7 จำเลยที่ 4 และที่ 6 ออกจากขนำ ผู้เสียหายที่ 1 เดินตามทั้งที่ยังมิได้สวมกางเกง ส่วนจำเลยที่ 7 นอกจากผู้เสียหายที่ 1 จะเห็นมากับจำเลยที่ 5 แล้วยังเห็นจำเลยที่ 7 ยืนปัสสาวะจนเสร็จเพียงแต่ยังมิได้รูดซิปกางเกง จำเลยที่ 7 ดึงผู้เสียหายที่ 1 ไว้พร้อมถามว่าจะไปไหน ผู้เสียหายที่ 1 ตอบว่าจะไปปัสสาวะ จำเลยที่ 7 ไม่เชื่อดึงผู้เสียหายที่ 1 ไว้อีก เมื่อผู้เสียหายที่ 1 สะบัดหลุดวิ่งหนีเข้าไปในป่า จำเลยที่ 7 กับพวกตามหา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวผู้เสียหายที่ 1 ย่อมเห็นจำเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง