คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 2675/2551
หลักกฎหมาย
ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ ส. ถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความ เป็นการฎีกาในทำนองว่าคดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความในเรื่องมรดก ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ คงให้การต่อสู้ไว้เฉพาะอายุความในเรื่องสัญญา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย บันทึกหลังทะเบียนการหย่าระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ ส. ที่ระบุว่าบ้านพร้อมกับที่ดินปลูกสร้างบ้านยกให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 บุตรทั้ง 3 คน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และมาตรา 374 โจทก์ที่ 1 ในฐานะคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้ ส. ลูกหนี้ชำระหนี้ด้วยการโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุตรทั้งสามได้และสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงตกอยู่ในบังคับของมาตรา 193/30 มีอายุความ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกที่จะได้รับประโยชน์จากสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ ส. ซึ่งสิทธิเรียกร้องของบุคคลภายนอกดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และสิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นตามมาตรา 374 วรรคสอง เมื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แสดงเจตนาต่อ ส. ผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาโดยให้โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญาให้ตนเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ ส. โอนที่ดินพร้อมบ้านตามสัญญานับแต่เวลาที่แสดงเจตนาดังกล่าวซึ่งนับถึงวันฟ้องวันที่ 9 เมษายน 2542 ยังไม่เกิน 10 ปี โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้แสดงเจตนาต่อ ส. ผู้เป็นลูกหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกแล้ว ส. ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือระงับสิทธิของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในภายหลังได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375 ส. จึงไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนให้โดยเสน่หาระหว่าง ส. กับจำเลยได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2511 โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตร 3 คน คือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในระหว่างสมรสโจทก์ที่ 1 กับนายสง่าร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2531 โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าจดทะเบียนหย่ากันโดยทำบันทึกตกลงยกที่ดินพิพาทดังกล่าวพร้อมบ้านเลขที่ 11/1 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้แจ้งให้นายสง่าโอนที่ดินพร้อมบ้านให้ตามสัญญาแล้ว นายสง่าขอผัดผ่อนหลังจากนั้นนายสง่ามาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยและยกที่ดินพิพาทพร้อมกับบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลย ต่อมานายสง่าถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสี่ติดต่อให้จำเลยโอนที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินระหว่างนายสง่ากับจำเลยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ให้จำเลยในฐานะผู้ครอบครองทรัพย์ของนายสง่าจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 212,000 บาท จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างนายสง่ากับโจทก์ที่ 1 เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกผูกพันระหว่างคู่สัญญา จำเลยเป็นภริยาของนายสง่าโดยชอบด้วยกฎหมาย และนายสง่าโอนที่ดินให้แก่จำเลยโดยความสุจริตและเสียค่าตอบแทน สัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายสง่าทำเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 โจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องเรียกร้องภายใน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญา ฟ้องโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการยกให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 11451 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 ระหว่างนายสง่ากับจำเลย ให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และที่ดินโฉนดพิพาทดังกล่าว ให้จำเลยในฐานะทายาทของนายสง่าจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจำเลยในโฉนดที่ดินพิพาทมาเป็นของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยชดใช้เงิน 212,000 บาท ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสี่และจำเลยไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีสินสมรสร่วมกันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 11451ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และบ้านเลขที่ 11/1 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2531 โจทก์ที่ 1 กับนายสง่าได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกหลังทะเบียนการหย่าระบุว่ายกบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พร้อมที่ดินที่ปลูกบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรตามเอกสารหมาย จ.2 และเมื่อต้นปี 2534 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ติดต่อกับนายสง่าให้โอนที่ดินแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แล้วนายสง่าเพิกเฉย อันเป็นการแสดงเจตนาต่อนายสง่าว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาเอกสารหมาย จ.2 แล้ว ต่อมานายสง่าได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยและนำจำเลยเข้ามาอยู่กินในบ้านเลขที่ 11/1 ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2537 นายสง่าได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 11451 เฉพาะส่วนของนายสง่าให้แก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 แล้วนายสง่าถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2541 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความหรือไม่ โดยในข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้นำคดีมาฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นายสง่าถึงแก่ความตาย คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงขาดอายุความ เป็นการฎีกาในทำนองว่าคดีของโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความในเรื่องมรดก ซึ่งจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้คงให้การต่อสู้ไว้เฉพาะอายุความในเรื่องสัญญา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า บันทึกหลังทะเบียนการหย่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกโจทก์ทั้งสี่ไม่ไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง