คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 2679/2549
หลักกฎหมาย
การกำหนดรายจ่ายที่คิดเป็นร้อยละของรายจ่ายหลักที่ใช้ในการผลิตบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายในการสำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์และบวกด้วยร้อยละของรายจ่ายตรงตามสัญญาปฏิบัติการ (Operating Agreement) นั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นการกำหนดขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง ดังนี้รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่ใช่รายจ่ายตามปกติและจำเป็นในกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ มาตรา 27, 65 ฉ และ 65 สัตต โจทก์จึงอ้างรายจ่ายในส่วนที่คิดเป็นร้อยละเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการในบริษัทโจทก์ และนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสิทธิหาได้ไม่ ดังนี้การที่โจทก์ได้รับเงินดังกล่าวจากบริษัทผู้ร่วมสัมปทานซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันในส่วนที่เกินจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จ่ายคืนให้บริษัทผู้ร่วมสัมปทานดังกล่าว เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้อื่นที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมตามมาตรา 22 (5) แห่ง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ของโจทก์จากผู้ร่วมสัมปทาน แม้คดีนี้จะมีประเด็นเดียวกับคดีที่โจทก์ได้เคยนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาได้พิพากษาให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเพิ่มเติม เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์ทราบภาษีเงินได้ปิโตรเลียมในประเด็นดังกล่าวด้วยหลักเกณฑ์เดียวกับที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาไว้แล้วนั้น แต่เนื่องจากคดีมีประเด็นเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับการชดเชยจากผู้ร่วมสัมปทานทั้งสองรายถือเป็นรายได้ของโจทก์หรือไม่ อันเป็นปัญหาสืบเนื่องกันมา การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้รวมกับประเด็นที่ศาลฎีกาได้เคยมีคำพิพากษาแล้วก็มีเหตุผลอันชอบอยู่ และมีปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาในข้อกฎหมายที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 22พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 24พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 27พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 50พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 65
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเลขที่ ต.7/1017/3/100001 และ 100002 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.2)/2542/305 และ 306 ลงวันที่ 27 เมษายน 2542 และให้ถือว่าโจทก์มีสิทธินำรายจ่ายที่ได้จัดสรรในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 จำนวน 70,374,704.13 บาท และ 75,754,440.99 บาท ตามลำดับไปถือเป็นรายจ่ายในการคิดคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ อีกทั้งไม่ถือว่าโจทก์มีรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 เป็นจำนวนเงิน 22,910,353.33 บาท และ 27,699,665.91 บาท และขอให้งดเว้นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยให้ถือว่าเงินที่บริษัทเซ้าท์อีสท์เอเซียปิโตรเลียมเอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด และบริษัทมิตซุยออยล์เอ๊กซ์พลอเรชั่น จำกัด จ่ายเป็นค่าชดเชยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 22,910,353.33 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 จำนวน 27,699,665.91 บาท ไม่ใช่รายได้ของโจทก์ที่จะนำมารวมในการคำนวณกำไรสุทธิให้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์ โดยให้เรียกเก็บเพียงร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ที่กำหนดไว้และวินิจฉัยนอกคำรับของคู่ความอีกด้วยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อที่ 1 ว่ารายจ่ายจำนวน 70,374,704.13 บาท และจำนวน 75,754,440.99 บาท ที่โจทก์จ่ายไปในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 ตามลำดับ เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2541 หรือไม่ และตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางวันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 ระบุว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายยังคงติดใจเพียงประเด็นที่ว่ารายจ่ายยอดรวมที่ได้รับการจัดสรรทั้งสิ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 และ 2532 เป็นรายจ่ายปกติจำเป็นและเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของโจทก์ในประเทศไทย หรือไม่ โดยไม่โต้แย้งกันว่ารายจ่ายดังกล่าวเกินสมควรหรือไม่ ซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็วินิจฉัยไว้แล้วว่า การที่โจทก์ต้องจ่ายเงินให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับความช่วยเหลือที่โจทก์ได้รับเป็นเรื่องปกติและเป็นรายจ่ายที่จำเป็นทั้งได้จ่ายไปทั้งหมดเฉพาะในกิจการปิโตรเลียม และเมื่อรายจ่ายในการบริหารไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายชนะคดีในประเด็นข้อพิพาทที่ 1 ตามที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดไว้ แต่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเลยไปว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด เป็นรายจ่ายที่ไม่เกินสมควรนั้น เห็นว่า คดีนี้มีปัญหาเรื่องการตัดรายจ่ายในส่วนของบริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินมิได้ตัดรายจ่ายทั้งจำนวนคงตัดเฉพาะรายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละของรายจ่ายอย่างอื่น คดีจึงมีปัญหาเฉพาะในส่วนของรายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละของรายจ่ายอย่างอื่นตามสัญญาปฏิบัติการ (Operating Agreement) ซึ่งอยู่นอกเหนือจากรายจ่ายที่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด ได้ให้ความช่วยเหลือโจทก์ ปัญหารายจ่ายดังกล่าวจะต้องพิจารณาก่อนว่ารายจ่ายที่คำนวณขึ้นเป็นร้อยละนั้นเป็นรายจ่ายตามปกติและจำเป็นหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่มีการรับกันโดยคู่ความหรือมีการวินิจฉัยโดยคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางตามที่โจทก์อ้าง ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด เป็นรายจ่ายที่ไม่เกินสมควรนั้น เป็นการวินิจฉัยไม่ตรงตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลภาษีอากรกลางได้กำหนดไว้ ด้วยเหตุนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยใหม่ เนื่องจากได้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า รายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทยูเนียนออยล์ออฟแคลิฟอร์เนีย จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 จำนวน 70,374,704.13 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่ 2532 จำนวน 75,754,440.99 บาท เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 สัตต แห่งพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ซึ่งไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ตามมาตรา 65 ฉ แห่งพร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง