ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 268/2538

หลักกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา2บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปและราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศในวันที่19สิงหาคม2530โจทก์จึงไม่สามารถอ้างเอาหลักเกณฑ์การกำหนดเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาเป็นประโยชน์ในการคำนวณเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทได้ที่ดินพิพาทของโจทก์ถูกเวนคืนโดยพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกฯพ.ศ.2526ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติเป็นพิเศษในเรื่องเงินค่าทดแทนไว้จึงต้องนำประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่295เกี่ยวกับเงินค่าทดแทนในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงมาใช้บังคับซึ่งตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าวกรณีที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงนี้ได้บัญญัติในข้อ76(2)ให้กำหนดเท่าราคาของทรัพย์สินที่ซื้อขายในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกาเช่นว่านั้นใช้บังคับเมื่อพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯพ.ศ.2517ใช้บังคับวันที่29พฤษภาคม2517ดังนั้นราคาธรรมดาที่ซื้อขายในท้องตลาดจึงต้องถือราคาในวันที่29พฤษภาคม2517 โจทก์เข้าปรับปรุงที่ดินภายหลังพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯพ.ศ.2517ประกาศใช้แล้วไม่มีบทกฎหมายใดสนับสนุนให้โจทก์จะเรียกร้องค่าปรับปรุงได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 102190 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวาโดยซื้อมาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2522ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2526 ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกฯ พ.ศ.2526 ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวได้ถูกเวนคืนเป็นจำนวน 2 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวาและจำเลยทั้งสองได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้โจทก์เพียงตารางวาละ 1,000 บาท และ300 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นราคาประเมินที่ดินที่กำหนดไว้ในปี 2517 โจทก์ซื้อที่ดินมาจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัดสูงกว่าราคาที่จำเลยทั้งสองกำหนดให้มากประกอบกับโจทก์ได้ทำการปรับปรุงถมที่ให้สูงกว่าระดับปกติมาก และยังได้ล้อมรั้วไว้ตลอดแนวเขตที่ดินด้วยที่ดินของโจทก์อยู่ใกล้ถนนการคมนาคมสะดวกมีสาธารณูปโภคสมบูรณ์ ใกล้แหล่งชุมชนที่เจริญแล้วราคาค่าทดแทนจึงควรกำหนดจากราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2531 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 23,501,400 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษก ตอนแขวงบางซื่อ-แขวงลาดยาว พ.ศ. 2517ประกาศใช้บังคับในวันที่ 28 พฤษภาคม 2517 นั้นสภาพที่ดินของโจทก์ว่างเปล่า คงมีรั้วกระเบื้องลอนคู่ล้อมไว้เท่านั้น เฉพาะบริเวณที่ดินพิพาท โจทก์ได้กว้านซื้อจากบริษัทปูนซิมเมนต์ไทย จำกัด เมื่อปี 2522 เพื่อเก็งกำไร จำเลยที่ 2 กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาทตรงกับราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ พ.ศ. 2517 ใช้บังคับโดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์ยังมีที่ดินเหลือจากการเวนคืนอีกทำให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลืออยู่มีราคาสูงขึ้นมาก เนื่องจากเป็นที่ดินติดถนนใหญ่ และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2497 ไม่ได้กำหนดให้หักค่าความเจริญในส่วนนี้ออกจากค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโจทก์อย่างยิ่งโจทก์ได้ดำเนินการถมที่ดินปรับปรุงพื้นที่ภายหลังจากวันพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ พ.ศ. 2517ใช้บังคับแล้ว ดังนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องชำระเงินค่าทดแทนและค่าปรับปรุงถมที่ดินแก่โจทก์ตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่28 พฤษภาคม 2517 ได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกตอนแขวงบางซื่อ-แขวงลาดยาว พ.ศ. 2517 ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2520 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ประกาศให้ทางหลวงเทศบาลตามพระราชกฤษฎีกา ดังกล่าวเป็นทางหลวงที่มีความจำเป็นต้องสร้างโดยเร่งด่วนในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2522 โจทก์ซื้อที่ดินจากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด จำนวน 11 แปลงเนื้อที่รวม 35 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา (รวมทั้งที่ดินพิพาทจำนวน 3 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา) เป็นเงิน12,000,000 บาทเศษ โดยเจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้คัดค้านการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทและแจ้งให้โจทก์ทราบว่าเป็นที่ดินอยู่ในแนวเวนคืนต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2526 ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกในท้องที่แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ แขวงตลาดพลูแขวงบุคคโล เขตธนบุรี แขวงคลองเตย เขตพระโขนงแขวงสามเสนใน เขตพญาไท แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวางแขวง ลาดยาว เขตบางเขน และแขวงบางซื่อ เขตดุสิตกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2526 ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ พ.ศ. 2517 แล้วและวันที่ 7 กรกฎาคม 2526 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เป็นผลให้ที่ดินพิพาทถูกเวนคืนจำนวน 2 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวาคงเหลือเพียง 1 ไร่ 4 ตารางวา ปัญหาตามฎีกาโจทก์ที่ว่าศาลอุทธรณ์กำหนดเงินค่าทดแทนเท่าราคาธรรมดาที่ซื้อขายในท้องตลาดในวันที่ 28 พฤษภาคม 2517(ที่ถูกเป็นวันที่ 29 พฤษภาคม 2517) ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ พ.ศ. 2517ใช้บังคับโดยศาลอุทธรณ์ใช้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 ข้อ 76เป็นบทกฎหมายกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์ไม่ชอบและไม่เป็นธรรม เพราะโจทก์ทราบการเวนคืนที่ดินพิพาทในปี 2531 และทำสัญญารับเงินค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองโดยสงวนสิทธิอุทธรณ์ตามเงื่อนไขแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 25 โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนจากราคาตามบัญชีกำหนดจำนวนราคาที่ดินตามราคาตลาดเพื่อให้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในปี 2531ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21(3),(4) เหตุที่โจทก์มิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 268/2538 · ทนอย Thanoy