ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 2696/2550

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว แล้วจึงลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) เป็นจำคุกคนละตลอดชีวิตนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะที่ถูกต้องแล้วศาลชั้นต้นจะต้องลดโทษให้จำเลยทั้งสองเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงรวมโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยมิได้พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ก็เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขการเรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 2 เสียใหม่ให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเนื่องจากเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้ฎีกาด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 289, 371 ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3996/2539 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคสอง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกับฐานพาอาวุธปืนมาเรียงกระทงลงโทษได้ คงลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ยกคำขอให้นับโทษต่อ ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้ตายขับรถยนต์กระบะโดยมีนางนงค์ลักษ์ จันทร์ไสย์ นั่งคู่มาด้านหน้าข้างซ้าย เด็กชายวรายุทธ จันทร์โสย์ นั่งตรงกลาง ส่วนนายชาญวิทย์ มูลยศ นั่งที่กระบะท้าย สำหรับนายวุฒิพงษ์ จันทร์ไสย์ ขับรถจักรยานยนต์นำหน้า ออกจากบ้านจ่าสิบตำรวจอนุศักดิ์ มูลยศ จะกลับบ้าน เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ มีคนร้ายสองคนขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายกันตามมาและเร่งแซงรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับขึ้นมาทางด้านขวาคนที่นั่งซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 2 นัด รถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับเสียหลักลงไปในสวนลำไยข้างถนนด้านขวามือ คนร้ายตามไปยิงผู้ตายซ้ำอีก 4 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วคนร้ายพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองมาดำเนินคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน หลังจากลดโทษแล้วให้จำคุก 8 เดือน และ 4 เดือนตามลำดับ จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ความผิดดังกล่าวของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในชั้นนี้คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ โจทก์มีนายชาญวิทย์เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานนั่งอยู่ที่กระบะท้ายรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับ เมื่อผ่านศาลาพักร้อนริมถนนด้านซ้ายมือพยานเห็นจำเลยทั้งสองกับนายสวัสดิ์ แสนสม ยืนอยู่ด้วยกันที่ศาลาดังกล่าว เมื่อรถยนต์กระบะแล่นผ่านศาลาพักร้อนไปแล้ว พยานเห็นมีรถจักรยานยนต์แล่นตามมา 1 คัน มีจำเลยที่ 2 เป็นคนขับ และจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์แล่นแซงขึ้นทางด้านขวาห่างจากพยานประมาณครึ่งเมตร และจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตาย 2 นัด รถยนต์กระบะเสียหลักลงไปในสวนลำไยทางด้านขวาเบียดรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองล้มลง จำเลยที่ 1 ตามไปยิงผู้ตายอีก 4 นัด และจำเลยทั้งสองนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์พากันหลบหนีไปด้วยกัน พยานเห็นจำเลยทั้งสองในระหว่างที่ขับรถจักรยานยนต์ตามรถยนต์กระบะที่ผู้ตายขับมา โดยอาศัยแสงสว่างจากไฟกิ่งข้างถนน และที่พยานจำจำเลยทั้งสองได้ เพราะพย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง