ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 2698/2541

หลักกฎหมาย

ที่ดินโฉนดเลขที่ 5175 ที่ พ.ซื้อจากส. คชก. จังหวัดได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของ ส. เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2532 ว่า ผู้เช่าใช้สิทธิซื้อนาเป็นเวลาล่วงเลยมา 4 ปีเศษ นับแต่วันโอน จึงหมดสิทธิซื้อนา คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุดแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 5843 ที่ พ. ซื้อจาก บ. มีคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสองมิได้ใช้สิทธิซื้อมาภายในกำหนดเวลา 3 ปี จึงหมดสิทธิซื้อนา โจทก์ทั้งสองจึงต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดและคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว กล่าวคือ โจทก์ทั้งสองหมดสิทธิซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลง นั้นอีกต่อไป การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่ามติของ คชก. จังหวัดเป็นโมฆะโดยอ้างว่า พ. มิได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบล ต่อ คชก.จังหวัดก็เพื่อวัตถุประสงค์จะให้มติของ คชก.จังหวัด ไม่มีผลใช้บังคับ แต่การที่จะวินิจฉัยมติของ คชก.จังหวัดดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ ไม่มีผลให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิซื้อที่ดิน 2 แปลงนั้นได้อีก ดังนี้ ศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหานี้ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ทั้งสอง การที่ คชก.จังหวัดไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ส.และช. เพราะเห็นว่าไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ผ่านประธาน คชก.ตำบลตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าส.และช. ผู้อุทธรณ์ได้ยื่นอุทธรณ์ผ่านประธาน คชก.ตำบล ภายในกำหนดเวลาอุทธรณ์โดย ล. บุตรสาวซึ่งอยู่บ้านเดียวกันเป็นผู้รับแทน นอกจากนี้ ก่อนประชุม คชก.จังหวัด ประธาน คชก.ตำบลก็ได้มีหนังสือถึงประธาน คชก.จังหวัดยืนยันว่าได้ส่งอุทธรณ์ของ ส.และช.มาแล้วกรณีจึงฟังได้ว่าส.และ ช. ได้ยื่นอุทธรณ์ผ่านประธาน คชก.ตำบลโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง แล้ว คชก.จังหวัดจึงต้องรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ส.และช. ดังนั้น ในครั้งที่ คชก.จังหวัดประชุมไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ส.และช. จึงเป็นการไม่ชอบและยังไม่เป็นที่สุดการที่ต่อมา คชก.จังหวัดยกอุทธรณ์ของ ส.และช. ขึ้นวินิจฉัยในการประชุมครั้งต่อมา จึงไม่เป็นโมฆะ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่ามติของ คชก. จังหวัดนนทบุรีฉบับลงวันที่ 11มิถุนายน 2534 เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งเจ็ดเพิกถอนมติฉบับดังกล่าวหากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ยินยอมก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งเจ็ดให้พิพากษาว่ามติของ คชก. จังหวัดนนทบุรีฉบับลงวันที่ 2 สิงหาคม 2532 ถึงที่สุดแล้วและเป็นมติที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เช่านาในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 ให้การว่า ในการประชุม คชก.จังหวัดนนทบุรีเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2532 คชก. จังหวัดนนทบุรีวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์ของนายสุรพลและนายสมชาย เพราะฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน ความจริงแล้วนายสุรพลและนายสมชายยื่นอุทธรณ์ต่อประธาน คชก. ตำบลลำโพภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและประธาน คชก.ตำบลลำโพส่งอุทธรณ์ไปยังประธาน คชก.จังหวัดนนทบุรี ณ ที่ทำการปกครองจังหวัดนนทบุรี แต่เจ้าหน้าที่รับอุทธรณ์ไม่ได้นำอุทธรณ์เสนอต่อประธาน คชก.จังหวัดนนทบุรี คชก.จังหวัดนนทบุรีจึงมีคำวินิจฉัยคลาดเคลื่อนไปทั้งคำวินิจฉัยไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งข้อพิพาทคชก.จังหวัดนนทบุรีจึงมีอำนาจรับพิจารณารับอุทธรณ์ของนายสุรพลและนายสมชายและวินิจฉัยอุทธรณ์ใหม่ได้ ส่วนนางสาวพรทิพย์อุทธรณ์ต่อประธาน คชก.ตำบลลำโพภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย คชก.จังหวัดนนทบุรีจึงมีอำนาจพิจารณารับอุทธรณ์และวินิจฉัยคำวินิจฉัยของ คชก.จังหวัดนนทบุรีในการประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2534 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 และที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้ร่วมกันเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1856ตำบลลำโพ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ของนายปาน เตมียชาติ ทำนาตั้งแต่ปี 2498 ต่อมานายปานถึงแก่กรรม ที่ดินตกทอดแก่ทายาท 7 คน ได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็น 7 แปลง โจทก์ทั้งสองยังคงทำนาในที่ดินดังกล่าว ต่อมาทายาทซึ่งได้รับโอนที่ดิน 4 คน คือ นางสงบ วงศ์ทองทิว ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5175 ให้แก่นางสาวพรทิพย์ วัฒนชาติกนันท์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2528 นางบังอร ยอดนิล ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5843 ให้แก่นางสาวพรทิพย์ วัฒนชาติกนันท์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2528 และขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5174 ให้แก่นายพรชัย โศภิษฐ์พงษธร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2530 นางอัมพร ยอดนิล ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5177 ให้แก่นายสุรพล ซอฐานานุศักดิ์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2530 และนายอุดม เตมียชาติขายที่ดินโฉนดเลขที่ 5176 ให้แก่นายสุรพล ซอฐานานุศักดิ์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2530 ต่อมานายสมชาย ซอฐานานุศักดิ์ ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับนายสุรพลในที่ดินทั้ง 2 แปลงนั้นด้วย ประมาณกลางเดือนมกราคม 2532 โจทก์ที่ 1 ได้ร้องขอต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลลำโพ (คชก.ตำบลลำโพ)เพื่อวินิจฉัยให้ขายที่ดินทั้ง 5 แปลงดังกล่าว คชก.ตำบลลำโพมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่23 กุมภาพันธ์ 2532 ว่า นายผิน นาคบาง (โจทก์ที่ 1) เช่าที่ดินทั้ง 5 แปลงทำนาผู้ให้เช่านาขายนาโดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ผู้เช่านาจึงมีสิทธิซื้อนาจากผู้รับโอนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลลำโพ เอกสารหมาย จ.8 มีผู้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลลำโพต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดนนทบุรี (คชก. จังหวัดนนทบุรี) คชก.จังหวัดนนทบุรีประชุมเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2532 มีความเห็นไม่รับอุทธรณ์ของนายสุรพลและนายสมชายเพราะมิได้ยื่นผ่านประธาน คชก.ตำบลลำโพและรับอุทธรณ์ของนางสงบ แล้ววินิจฉัยอุทธรณ์ของนางสงบว่า นางสงบได้โอนขายนาให้แก่นางสาวพรทิพย์ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2528 เป็นเวลาล่วงเลยมา 4 ปีแล้ว ผู้เช่านามิได้ใช้สิทธิซื้อนาภายในกำหนด 3 ปี นับแต่วันโอนตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 นายผิน นาคบาง (โจทก์ที่ 1) จึงหมดสิทธิซื้อนาตามสำเนาบันทึกรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.12 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2532 นายทองดี ธูปแก้ว ประธาน คชก.ตำบลลำโพมีหนังสือถึงประธาน คชก.จังหวัดนนทบุรี แจ้งว่านางสาวพรทิพย์ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของ คชก.ตำบลลำโพ ต่อ คชก.จังหวัดนนทบุรี โดยยื่นอุทธรณ์ต่อประธาน คชก.ตำบลลำโพโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ประธาน คชก.ตำบลลำโพ ไม่ได้นำอุทธรณ์ของนางสาวพรทิพย์ส่ง คชก.จังหวัดนนทบุรี เพราะในตำบลลำโพมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินในทำนองเดียวกันหลายรายและยื่นอุทธรณ์มายังประธานคชก.ตำบลลำโพหลายเรื่อง จึงสับสน และได้ส่งคำอุ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2698/2541 · ทนอย Thanoy