ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 270/2538

หลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสองตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ทั้งสามในราคา2,500,000บาทแต่ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจำเลยทั้งสองชำระค่าที่ดินให้โจทก์ทั้งสามเพียง1,000,000บาทยังค้างชำระ1,500,000บาทโจทก์ทั้งสามทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวย่อมเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา55ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างหรือไม่เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยโจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ปัญหาฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้นศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัยโดยให้เหตุผลว่าไม่เป็นประเด็นในคดีแต่จำเลยที่2ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบอย่างไรและด้วยเหตุผลใดจึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225วรรคหนึ่งแม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่ศาลนำลายมือชื่อในเอกสารพิพาทซึ่งจำเลยที่2ปฎิเสธว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองไปเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารฉบับอื่นที่มีอยู่ในสำนวนกับที่คู่ความได้อ้างมาเป็นพยานในคดีนี้ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลได้รู้เห็นเองและเป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานศาลย่อมมีอำนาจกระทำได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้นายอุ่น แจ้งบำรุงเป็นผู้ฟ้องคดีนี้แทน โจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้เยาว์อุ่นเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามคำสั่งศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 342 อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่2 งาน 58 ตารางวา และโจทก์ที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26997 จำเลยทั้งสองได้ตกลงซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจากนางสำเภา แจ้งบำรุง มารดาโจทก์ทั้งสามในราคา2,500,000 บาท ได้วางมัดจำเป็นเงิน 50,000 บาท ขณะนั้นโจทก์ทั้งสามยังเป็นผู้เยาว์ นางสำเภาจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางขออนุญาตทำนิติกรรมขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยระบุในคำร้องว่าตกลงซื้อขายกันในราคา 1,000,000 บาท ซึ่งอำพรางราคาที่ซื้อขายกันจริงจำนวน2,500,000 บาท ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางมีคำสั่งคำยกคำร้องศาลอุทธรณ์พิพากษากลับอนุญาตให้ขายที่ดินของโจทก์ทั้งสามในราคาไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองได้สมคบกับนางสำเภา โดยจำเลยทั้งสองได้ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสามรวมทั้งนายอุ่นและนางสำเภาบิดามารดาโจทก์ทั้งสามต่อศาลชั้นต้นบังคับให้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองนางสำเภาเป็นผู้รับหมายแทนนายอุ่นและโจทก์ทั้งสาม นางสำเภายื่นคำให้การยินยอมโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสามตามฟ้อง นายอุ่นขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายอุ่นและนางสำเภาและผู้ใช้อำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสามโอนขายที่ดินของโจทก์ทั้งสามให้แก่จำเลยทั้งสอง นายอุ่นยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ กับยื่นคำฟ้องนางสำเภาต่อศาลชั้นต้นขอหย่าขาดจากกันและยื่นฟ้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางขอถอนอำนาจปกครองของนางสำเภาที่มีต่อโจทก์ทั้งสาม ในที่สุดศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้นายอุ่นและนางสำเภาบิดามารดาโจทก์ทั้งสามหย่าขาดจากกันและถอนอำนาจปกครองของนางสำเภามารดาโจทก์ทั้งสามในเดือนมกราคม2529 จำเลยทั้งสองได้มอบอำนาจให้นายประเทือง ควรพจน์และนางดารา ทองมา เป็นตัวแทนไปเจรจากับนายอุ่นในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสามเพื่อให้นายอุ่นมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงและโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองโดยตัวแทนของจำเลยทั้งสองได้ให้คำรับรองต่อนายอุ่นว่าในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำเลยทั้งสองจะชำระค่าที่ดินให้1,000,000 บาท ก่อนเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ส่วนที่เหลือ 1,500,000 บาท จำเลยทั้งสองจะชำระให้โจทก์ทั้งสามในวันที่จำเลยทั้งสองทำนิติกรรมจดทะเบียนขาย จำนองหรือขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่บุคคลอื่นแล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดโอนจำเลยทั้งสองไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงนายอุ่นจึงได้อายัดที่ดินทั้งสองแปลงไว้ ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนให้ยกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ โจทก์ทั้งสามจึงได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยจำเลยทั้งสองชำระค่าที่ดินให้โจทก์ทั้งสามเพียง 1,000,000 บาทในวันเดียวกันนั้นจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่นางสมานจิตร เจียมบุรเศรษฐ ในราคา 4,000,000 บาท นายอุ่นทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระส่วนที่เหลืออีก 1,500,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสาม แต่จำเลยทั้งสองก็ผัดเรื่อยมา จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระราคาที่ดินให้โจทก์ทั้งสามจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัด (วันที่ 19 มกราคม2531) เป็นต้นไป ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 28,125 บาทขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,528,125 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,500,000บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า เมื่อประมาณต้นปี 2525 จำเลยทั้งสองตกลงจะซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงของโจทก์ทั้งสามจากนางสำเภา แจ้งบำรุงในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองของโจทก์ทั้งสามในขณะนั้น ในราคา 2,500,000 บาท โดยมีข้อตกลงกันว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวจะต้องมีทางเข้าออกสู่ทางหรือถนนสาธารณะได้ แต่เมื่อไปทำการตรวจสอบรังวัดดูแล้วปรากฎว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวไม่มีเส้นทางเข้าออกสู่ทางหรือถนนสาธารณะได้ จึงตกลงซื้อขายกันในราคาเพียง1,000,000 บาท ต่อมานางสำเภาได้ยื่นคำร้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางขอทำนิติกรรมขายที่ดินแทนผู้เยาว์ และศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ขายในราคาไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาทโจทก์ทั้งสามก็มิได้โต้แย้งว่ามีการตกลงซื้อขายกันในราคา2,500,000 บาท ในวันที่ 19 มกราคม 2531 ซึ่งเป็นวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 2 ขายฝากที่ดินพิพาทให้นางสมานจิตร เจียมบุรเศรษฐ ในราคา 4,000,000 บาทและนายอุ่นและโจทก์ทั้งสามก็ไม่เคยทวงถามถึงค่าที่ดินอีก1,500,000 บาท เหตุที่จำเลยที่ 2 ขายฝากที่ดินพิพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 270/2538 · ทนอย Thanoy