คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 2708/2554
หลักกฎหมาย
จำเลยทั้งสามมิได้มีเจตนาทุจริตที่จะร่วมกันลักเงินของผู้เสียหาย เนื่องจากสนิทสนมกันเป็นญาติและเป็นเพื่อนกัน ทั้งเกิดความคึกคะนองตามประสาของวัยรุ่นและขณะนั้นก็นั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกันจนหมด จึงน่าจะช่วยกันออกเงินค่าสุราบ้างเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 พูดขอเงินหลายครั้งแล้ว แต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงได้ถือวิสาสะเข้าค้นตัวผู้เสียหายเพื่อค้นเอาเงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพียงแต่จับแขนขาของผู้เสียหายไว้แน่นเท่านั้น ไม่ได้ทำร้าย ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่เข้ายึดแขนขาของผู้เสียหายเป็นเพียงการยึดตัวผู้เสียหายให้อยู่นิ่งเพื่อให้จำเลยที่ 1 ค้นตัวได้สะดวกเท่านั้นการกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้เสียหายต้องจำยอมให้จำเลยทั้งสามค้นตัวและเอาเงินไป มิใช่ความผิดฐานปล้นทรัพย์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุ 19 ปี เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 4 ปี 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 3,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 2,250 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 1,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยทั้งสามฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นและคำขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 900 บาท แก่ผู้เสียหายให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายยุทธนา ผู้เสียหายเบิกความว่า วันเกิดเหตุผู้เสียหายไปหาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านเมื่อพบแล้วก็เดินไปบ้านของจำเลยที่ 1 และร่วมวงดื่มสุรากับจำเลยทั้งสามและนายวิเชียร โดยมีภริยาของจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ด้วย เมื่อผู้เสียหายลุกเข้าห้องน้ำกลับมา จำเลยที่ 1 ถามว่า "มีตังค์หรือเปล่า" ผู้เสียหายตอบว่า "ไม่มี" จำเลยที่ 1 ถามย้ำประโยคเดิมอีกครั้งหนึ่งผู้เสียหายยังคงตอบว่า "ไม่มี" จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามาจับตัวผู้เสียหายแล้วจำเลยที่ 1 ล้วงกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายจากกระเป๋ากางเกงเปิดเอาเงินไป 900 บาท ผู้เสียหายขอคืน จำเลยที่ 1 ไม่ให้ ส่วนนายวิเชียร ประจักษ์พยานโจทก์ที่นั่งดื่มสุราอยู่ด้วยกันเบิกความว่า เมื่อนั่งดื่มไปสักพักสุราหมด จำเลยที่ 1 ถามเพื่อนที่ร่วมนั่งดื่มสุราด้วยกันว่าใครมีเงินบ้างเพื่อจะนำไปซื้อสุรา ทุกคนรวมทั้งผู้เสียหายบอกว่าไม่มี จำเลยทั้งสามและพยานเห็นว่าผู้เสียหายเคยมานั่งร่วมวงดื่มสุราหลายครั้ง แต่ไม่เคยออกเงิน เมื่อผู้เสียหายบอกว่าไม่มี จำเลยที่ 1 จึงพูดขึ้นว่า "งั้นค้นนะ" และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ช่วยกันจับตัวผู้เสียหายเพื่อไม่ให้ดิ้น จากนั้นจำเลยที่ 1 ก็ล้วงกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายเปิดเจอเงิน 900 บาท จำเลย จำเลยที่ 1 ถามผู้เสียหายว่า เอาไปซื้อสุราได้หรือไม่ โดยขอหักเป็นค่าลำโพง 300 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ยอมแล้วออกจากบ้านไป จากนั้นก็ได้ความจากทางนำสืบโจทก์และจำเลยทั้งสามตรงกันว่า จำเลยทั้งสามและนายวิเชียรไปนั่งดื่มสุราที่ร้านอาหาร จนกระทั่งผู้เสียหายกับนางสาวศิรินาถตามไปพบและพูดทวงเงิน เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามกับผู้เสียหายและนายวิเชียรนั่งดื่มสุราด้วยกันที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสามนอกจากจะเป็นเพื่อนกันแล้วยังเป็นญาติกันด้วย ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่าเคยไปอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเวลาหลายปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับบิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยให้เงินผู้เสียหายใช้และจำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยยืมเงินผู้เสียหาย บ้านของจำเลยทั้งสามอยู่ใกล้กันซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ยายของจำเลยที่ 1 กับย่าของผู้เสียหายเป็นพี่น้องกัน ผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสามต่างเป็นวัยรุ่นมีอายุอยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกันและจากคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวก็แสดงให้เห็นชัดว่า ผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสามสนิทสนมกันจนถึงขนาดไปมาหาสู่กินอยู่หลับนอนร่วมบ้านเดียวกันมาหลายปี ก่อนเกิดเหตุสุราหมด จำเลยที่ 1 ได้ถามเพื่อนทุกคนที่ร่วมวงดื่มสุรากันอยู่ขณะนั้นว่า ใครมีเงินบ้างเพื่อจะนำไปซื้อสุรามาดื่มต่อ มิได้เจาะจงถามเพื่อจะเอาเงินเฉพาะจากผู้เสียหาย ก่อนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเข้าจับแขนขาผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ 1 ค้นตัว จำเลยที่ 1 ก็ได้ถามผู้เสียหายย้ำถึงสองครั้งว่า
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง