คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 272/2565
หลักกฎหมาย
แม้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ ป.ยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิม ยังมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว ดังนั้น ถ้าผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำความผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนการปรับบทความผิดนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ให้ผู้ล่อซื้อ และจำเลยทั้งสองเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ต้องหารายอื่นมาก่อนหน้าแล้ว พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณมากกว่าแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 3ป.อ. 83ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 213ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 15พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 66พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 3
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสามจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด เป็นของกลาง ซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะ บริเวณใต้เบาะที่นั่งข้างคนขับด้านซ้าย ซึ่งมีนายณัฐกรณ์เป็นคนขับ และนางสาวสุมินตรานั่งด้านข้างคนขับ ส่วนจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในแคปตอนหลัง เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.927 กรัม ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและต่อมามีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อซื้อขายหรือนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุห่อหุ้มอย่างปกปิดมิดชิดในกระเป๋าส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจล่วงรู้พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แม้จะนั่งโดยสารมาในรถกระบะคันเดียวกันก็ตามนั้น ในข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และดาบตำรวจไพรัตน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ผู้ต้องหาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์แจ้งพยานทั้งสองว่า สามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ในราคา 60,000 บาท จากจำเลยที่ 1 โดยนัดส่งมอบที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ แห่งที่ 2 ที่เกิดเหตุ ในวันที่ 23 มกราคม 2562 โดยจำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะเดินทางมากับรถยนต์ของเพื่อน พยานทั้งสองได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุพยานทั้งสองพร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ไปลอบซุ่มดูเหตุการณ์บริเวณดังกล่าวจนกระทั่งเวลาผ่านไป 30 นาที มีรถกระบะ แบบมีแคป สีดำ ซึ่งตรงกับลักษณะรถที่นายวุฒิชัยแจ้งแล่นมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์จึงปล่อยนายนายวุฒิชัยเดินไปที่รถกระบะคันดังกล่าว พยานทั้งสองเห็นนายณัฐกรณ์คนขับรถกระบะเปิดประตูให้จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังลงจากรถจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบจำเลยที่ 1 นั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหลัง ส่วนนางสาวสุมินตรานั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหน้าข้างคนขับ โดยมีกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลสอดอยู่ใต้เบาะดังกล่าว ภายในกระเป๋าพบถุงพลาสติกสีฟ้า 2 ใบ ถุงพลาสติกสีชมพู 2 ใบ และถุงพลาสติกใส 2 ใบ บรรจุเมทแอมเฟตามีนรวม 1,000 เม็ด จากการสอบถามจำเลยทั้งสองยอมรับว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง