คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 2723/2538
หลักกฎหมาย
เมื่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ตรวจสอบจำนวนเนื้อที่ดินและกำหนดค่าทดแทนที่ดินแล้วได้มีการนำเสนอผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินที่ถูกเขตชลประทาน จากนั้นจึงได้เสนอเรื่องและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต่อกรมชลประทานโจทก์เพื่อพิจารณาอนุมัติดังนั้นหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างตัวแทนของโจทก์กับ พ. สามีจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ยอมผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นไปด้วยความสมัครใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย และมีผลผูกพันให้คู่สัญญาต้องปฏิบัติตามสัญญานั้นแม้ต่อมาได้มีการสอบเขตที่ดินของ พ. อีกครั้งหนึ่งและเจ้าหน้าที่ของโจทก์แต่ฝ่ายเดียวได้จัดแบ่งราคาที่ดินออกเป็นสองส่วน ทำให้ค่าทดแทนที่ดินที่ พ. มีสิทธิได้รับลดลง และโจทก์ได้สมัครใจจ่ายค่าทดแทนจำนวนนี้ให้ พ. ไปแล้ว ต่อมาภายหลังโจทก์จะมากำหนดราคาซื้อขายที่ดินขึ้นใหม่แต่ฝ่ายเดียว เป็นเหตุให้ราคาที่ดินลดต่ำลงโดยผู้ขายไม่ได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ จำเลยที่ 4 เป็นช่างรังวัดที่ดิน มีหน้าที่รังวัดแบ่งแยกที่ดินของ พ.ที่ถูกเขตชลประทานตามที่ฝ่ายพ.กับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานโจทก์นำชี้และตามแนวหลักเขตคลองชลประทานที่เจ้าหน้าที่ของกองสำรวจภูมิประเทศปักไว้ถูกต้องตามระเบียบแล้ว หาได้รังวัดไปโดยพลการตามอำเภอใจของตนไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่กำหนดค่าทดแทนที่ดิน เพราะในการกำหนดค่าทดแทนที่ดินมีคณะกรรมการระดับจังหวัดและคณะอนุกรรมการระดับอำเภอมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว โจทก์จึงมิอาจอ้างได้ว่าพ. กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกิจการชลประทานเมื่อปี 2526 โจทก์ได้รับงบประมาณซื้อที่ดินจากราษฎรเพื่อขุดคลองชนประทาน ในการดำเนินการดังกล่าวมีที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ของนายไพศาล เทพวีระ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1และเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ถูกแนวเขตชลประทานผ่านเมื่อนายไพศาลยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน จำเลยที่ 4เป็นผู้มีหน้าที่ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แต่จำเลยที่ 4 ได้รังวัดแบ่งแยกและคำนวณเนื้อที่ที่ดินผิดพลาดบกพร่องและไม่ตรงต่อความเป็นจริงเป็นเหตุให้โจทก์ต้องจ่ายเงินเงินค่าทดแทนให้นายไพศาลเกินกว่าที่จะต้องจ่ายเป็นเงิน 1,044,312.50 บาท โจทก์ทราบรายงานการสอบสวนดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2531 จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินมีหน้าที่รังวัดที่ดินเพื่อการชลประทานและรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำขอและการนำชี้ของนายไพศาลการรังวัดที่ดินดังกล่าวกระทำโดยเจตนาไม่สุจริตของบุคคลทั้งสองด้วยการนำชี้ รังวัดและคำนวณเนื้อที่ดินไม่ตรงความจริง การกระทำของบุคคลทั้งสองดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แต่เนื่องจากนายไพศาล ถึงแก่ความตายไปแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกของนายไพศาล จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ในฐานะผู้รับมรดกของนายไพศาลร่วมกับจำเลยที่ 4 คืนเงินจำนวน 1,044,312.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2526 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า นายไพศาลไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์และไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 4 กระทำละเมิดตามฟ้อง นายไพศาลมีหน้าที่ยื่นคำขอแบ่งแยกที่ดินและนำชี้แนวเขตที่ดินเท่านั้นส่วนการกำหนดค่าทดแทนที่ดินและการจัดซื้อ ตลอดจนการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเป็นหน้าที่ของโจทก์ คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่โจทก์แต่งตั้งขึ้น นายไพศาลรับเงินค่าทดแทนไว้โดยสุจริตและการรังวัดแบ่งแยกที่ดินทำถูกต้องแล้ว นายไพศาลจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่รังวัดที่ดินเพื่อการชลประทานตามฟ้องโจทก์ แต่รังวัดให้ตามคำขอของเจ้าของที่ดินและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับกรมชลประทาน พ.ศ. 2519 โดยจำเลยที่ 4 รังวัดให้ตามที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์และเจ้าของที่ดินนำชี้ นายสมบูรณ์หรือเจ้าหน้าที่คนอื่นของโจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยที่ 4 ทราบว่าจะต้องกันเขตที่ดินในเขตรัศมีถนน 40 เมตร และไม่เคยแจ้งราคาที่แตกต่างให้จำเลยที่ 4 ทราบ ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะการกระทำของเจ้าหน้าที่ของโจทก์ จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายไพศาล เทพวีระ ผู้ตาย ร่วมกันคืนเงินฐานลาภมิควรได้จำนวน 1,044,312.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 เมษายน2532 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในปี 2526โจทก์มีโครงการขุดคลองชลประทานตามโครงการพิษณุโลก (ฝั่งซ้าย)ในท้องที่อำเภอพรหมพิรามและอำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกจึงได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินของราษฎร โดยมีคณะกรรมการจัดซื้อและกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินเพื่อการชลประทานเป็นผู้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน และคณะอนุกรรมการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพื่อดำเนินการและประสานงานกับช่วงรังวัดของกรมที่ดินทำการรังวัดที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1296 ของนายไพศาลเทพวีระ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นบิดาของจำเลยที่ 2กับที่ 3 อยู่ในแนวเขตคลองชลประทานรายหนึ่งด้วย จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินมีหน้าที่รังวัดแบ่งแยกที่ดินของราษฎรที่ถูกเขตคลองชลประทานผ่าน ได้ทำการรังวัดที่ดินแล้วตามที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์และเจ้าของที่ดินมานำชี้ ปรากฏว่าที่ดินของนายไพศาลดังกล่าวถูกเขตชลประทานเป็นเนื้อที่ 5 ไร่ 33 ตารางวาคณะกรรมการดังกล่าวมีมติและโจทก์เห็นชอบได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายไพศาลเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526จ่ายค่าทดแทนที่ดินในราคาไร่ละ 400,000 บาท รวมเป็นเงิน2,033,000 บาท แต่ก่อนจ่ายค่าทดแทนให้นั้นจำเลยที่ 4 ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของโจทก์ให้ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินของนายไพศาลอีกครั้งหนึ่ง หลังจากจำเลยที่ 4 ได้รังวัดที่ดินรายนี้ใหม่แล้วปรากฏว่าท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง