ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2736/2564

หลักกฎหมาย

การที่จำเลยยอมรับในชั้นอุทธรณ์ว่า กระทำความผิดทุกกระทงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่เป็นการแก้ไขคำให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง แต่ถือได้ว่าจำเลยยอมสละข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่จำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นคนร้ายหรือไม่อีกต่อไป ถือเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตาม ป.อ. มาตรา 78 จึงมีเหตุลดโทษให้แก่จำเลยบางส่วน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 47, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การรับว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีไม้ประดู่แปรรูป 30 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.26 ลูกบาศก์เมตร ไม้รังแปรรูป 11 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร ไม้แดง 5 ท่อน ปริมาตร 0.81 ลูกบาศก์เมตร และไม้ประดู่ 1 ท่อน ปริมาตร 0.19 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง ส่วนไม้แปรรูปและไม้ท่อนจำนวนอื่นและข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนการทำไม้หวงหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 12 เดือน ริบของกลางทั้งหมด ข้อหาอื่นให้ยกและยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานเป็นผู้สนับสนุนการทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานเป็นผู้สนับสนุนการแปรรูปไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวม 5 กระทง ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาด้วยการลดโทษให้บางส่วนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีไม้ประดู่แปรรูป 30 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.26 ลูกบาศก์เมตรและไม้รังแปรรูป 11 แผ่น/ชิ้น ปริมาตร 0.16 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองจริง ส่วนฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพว่า มีไม้แดง 5 ท่อน ปริมาตร 0.81 ลูกบาศก์เมตร และไม้ประดู่ 1 ท่อน ปริมาตร 0.19 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองจริง นับว่าคำให้การดังกล่าวของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สมควรลดโทษให้จำเลยบางส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลดโทษให้จำเลยในความผิดสองฐานนี้ จึงยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี นอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์จำเลยยอมรับว่ากระทำความผิดทุกกระทงจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้จำเลยไม่อาจแก้ไขคำให้การจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ได้ เนื่องจากต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง แต่ถือได้ว่าจำเลยยอมสละข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นคนร้ายอีกหรือไม่ต่อไป กรณีถือได้ว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จึงมีเหตุสมควรลดโทษให้จำเลยบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ลดโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น โดยศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามทุกกระทง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นภริยานายไพรัตน์ ไม่ได้ร่วมทำไม้และแปรรูปไม้ของกลางโดยตรง ทั้งไม่มีพฤติการณ์เป็นนายทุนหรือนำไม้มาเพื่อขายแสวงหากำไร แต่ประสงค์จะนำไม้ของกลางมาสร้างบ้านพักอาศัยอยู่กับครอบครัวเท่านั้น ประกอบกับไม้ของกลางเป็นไม้แดง ไม้ประดู่ และไม้รัง มีปริมาตรรวมกันเพียง 1 ลูกบาศก์เมตรเศษ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงนัก เมื่อไม่ปรากฏ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2736/2564 · ทนอย Thanoy