ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547

ฎีกาที่ 274/2547

หลักกฎหมาย

จำเลยไม่ได้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่เจ้าหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ทำการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด 60 วัน เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่และโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยจัดทางเข้าออกที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 และมาตรา 142(5) พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 26 วรรคหนึ่งบัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกเป็นกรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี กรณีที่สองเมื่อรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีเมื่อล่วงพ้นหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์โจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 แต่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ซึ่งครบกำหนดวันสุดท้ายในวันที่ 6พฤษภาคม 2540 โจทก์จึงต้องฟ้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันดังกล่าวคือภายในวันที่ 6 พฤษภาคม 2541 โจทก์ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกล่าวถึงที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวของข้าพเจ้าผู้อุทธรณ์ทั้งเจ็ดมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 35 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา แต่ถูกเวนคืนไป 6 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา ทำให้ที่ดินที่ไม่ถูกเวนคืนเหลืออยู่อีก 29 ไร่ 2 งาน 51ตารางวา จะต้องเสียหายเป็นอย่างมาก ที่ดินแปลงดังกล่าวเปรียบเสมือนเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินทั้งหกแปลงที่อยู่ด้านหน้าติดถนนหมายเลข 346 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของข้าพเจ้า ซึ่งได้ถูกเวนคืนไปแล้วพร้อม ๆ กัน จึงเป็นเหตุให้ที่ดินแปลงที่เหลือไม่สามารถออกสู่ถนนสาธารณะได้ จึงใคร่ขอความกรุณาต่อฯพณฯ เพื่อเปิดทางให้แก่ที่ดินแปลงที่เหลือดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ไม่มีข้อความส่วนใดที่ขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงและราคาลดลงเป็นจำนวนเงินเท่าใด จึงถือไม่ได้ว่ามีการอุทธรณ์ขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายในเวลาที่กำหนดไว้ 2 กรณี เมื่อรัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลขอเงินค่าทดแทนเพิ่มภายในหนึ่งปีนับแต่วันพ้นหกสิบวันที่รัฐมนตรีได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ หาจำเป็นต้องรอให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ก่อนไม่ โจทก์ปล่อยให้ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วค่อยมาฟ้องอันเป็นเหตุให้โจทก์สิ้นสิทธิที่จะฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มซึ่งเป็นการกระทำของโจทก์เอง มิใช่เกิดจากการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันรับคำอุทธรณ์ของโจทก์ จึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ถูกเวนคืน โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดไว้ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้บัญญัติเรื่องค่าทดแทนไว้ในหมวด 2 เงินค่าทดแทน ไม่มีบทบัญญัติที่บังคับให้จำเลยต้องสร้างทางออกให้โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยสร้างทางซึ่งจะต้องสร้างขึ้นในเขตทางพิเศษเพื่อให้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีทางออกสู่ถนนสาธารณะ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1442 ตำบลบ้านใหม่อำเภอเชียงราก จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 35 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา ในปี 2539 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางปะอินอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอสามโคก อำเภอคลองหลวง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเขตดอนเมืองกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2539 เป็นพื้นที่ที่จะทำการเวนคืนเพื่อทำการก่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนสายบางปะอิน - ปากเกร็ด ของจำเลย เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืน ในวันที่ 13 ธันวาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กรณีไม่อาจตกลงกันได้ในจำนวนเงินค่าทดแทนกับโจทก์และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 6 ไร่1 งาน 13 ตารางวา กำหนดราคาซื้อขายเพียงตารางวาละ 17,000 บาท รวมเป็นเงิน42,721,000 บาท ผลการเวนคืนเป็นเหตุให้ที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือเสื่อมค่าลงโจทก์เห็นว่าเงินค่าทดแทนที่ดินไม่เป็นธรรมจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 แต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 จำเลยแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่าไม่เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ โจทก์เห็นว่าที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินแปลงใหญ่เหมาะสมที่จะทำการพัฒนาด้านธุรกิจเชิงพาณิชย์สามารถขายที่ดินได้ในราคาสูงเพราะอยู่ในที่ชุมชน การคมนาคมสะดวกมีสาธารณูปโภคครบถ้วน ใกล้สถานที่ราชการ หมู่บ้านขนาดใหญ่ ใกล้ธนาคาร และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ควรมีราคาไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 150,000 บาท เนื้อที่ 2,513 ตารางวา เป็นเงิน 376,950,000บาท จำเลยชำระแล้ว 42,721,000 บาท จึงต้องชำระเพิ่มอีก 334,229,000 บาท และที่ดินส่วนที่เหลือมีราคาเสื่อมลงโจทก์ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้ตารางวาละ 75,000 บาทเนื้อที่ 11,851 ตารางวา เป็นเงิน 888,825,000 บาท รวมจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ 1,223,054,000 บาท และการกระทำของจำเลยทำให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี จำเลยต้องมีหน้าที่จัดหาที่ดินให้เป็นทางออกจากที่ดินของโจทก์แปลงที่เหลืออยู่ออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี ขนาดไม่ต่ำกว่าความกว้าง 12 เมตรตลอดแนว ทั้งจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน1,223,054,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินจากจำเลยในอัตราร้อยละ 12.25ต่อปี คือนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 รวมเป็นดอกเบี้ย 224,725,148 บาท และเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดจากการที่ไม่ทำการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายใน 60 วันตามกฎหมายซึ่งเกิดจากความจงใจและประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิการเรียกร้องที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ,447,779,148 บาท แก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปี ของต้นเงิน 1,223,054,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจัดหาทางออกจากที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ของโจทก์สำหรับสร้างเป็นถนนขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร โดยตลอดเพื่อออกสู่ถนนสาธารณะสายรังสิต - ปทุมธานี หรือให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการกระทำของเจ้าพนักงานวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่กระทำการภายในระยะเวลาตามกฎหมายกำหนดในมูลความเสียหายตามคำขอท้ายฟ้องในจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้องร้อง จำเลยให้การว่า เงินค่าทดแทนที่ดินที่โจทก์ได้รับเป็นอัตราที่ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินตาบอดไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะเป็นที่ลุ่มไม่มีการพัฒนาสภาพเป็นทุ่งนาและป่าหญ้า รูปที่ดินไม่เป็นรูปทรงทางเรขาคณิต ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน จำเลยไม่จำต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตามที่โจทก์ฟ้อง หากต้องรับผิดก็มีอัตราไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี เท่านั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแทนเจ้าของรวมคนอื่น และโจทก์มิได้อุทธรณ์เรียกค่าเสียหายในค่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนไว้จึงไม่อาจฟ้องเรียกได้อีก และโจทก์ไม่ฟ้องคดีเสียภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่พ้นกำหนดเวลาวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นให้งดการพิจารณาคดีไว้ก่อน และต่อมาวินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 รัฐมนตรีฯ ไม่ได้วินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ตามที่โจทก์ขอแก้ฟ้องและยอมรับมา เพราะฉะนั้นโจทก์จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องเสียภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลา 60 วันดังกล่าวตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530คือ ต้องฟ้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 274/2547 · ทนอย Thanoy