คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 2747/2544
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 125กำหนดให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องกล่าวหาตามมาตรา 124 ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา เมื่อลูกจ้างยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542และจำเลยทั้งสิบสามได้มีคำสั่งลงวันที่ 9 เมษายน 2542 ซึ่งไม่เกิน90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหา คำสั่งของจำเลยทั้งสิบสามจึงออกภายในกำหนดเวลา แม้จะส่งคำสั่งให้โจทก์ในวันที่ 28เมษายน 2542 ซึ่งเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องกล่าวหาก็ไม่ถือว่าเป็นการออกคำสั่งเกินกำหนด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสามเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 ลูกจ้างของโจทก์รวม 8 คน ประกอบด้วยนายสุเทพ สินกล่ำ นางมยุรี วิไลพันธุ์ นางสาวนัดดา เตี้ยเพชรนายสัญชัย อ่อนพันธุ์ นางสาวอุษา ยังศรีจันทร์ นายเนียม ธรรมบูลย์นางสาวเสาวลักษณ์ แก้วดำ และนางสาวตรีนุช สุขเกษม ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ชอบและจำเลยทั้งสิบสามได้มีคำสั่งที่ 308-315/2542 ลงวันที่ 9 เมษายน 2542 ให้โจทก์รับลูกจ้างทั้งแปดกลับเข้าทำงาน ในอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานภายใน 10 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่งจำเลยทั้งสิบสามมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบเพราะมิได้รับฟังพยานหลักฐานให้ถูกต้องตามกฎหมาย เหตุที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างที่ 1 ที่ 2 และที่ 8 เนื่องจากลูกจ้างทั้งสามปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการทำงานเดิมและโจทก์ทราบในภายหลัง อีกทั้งลูกจ้างที่ 1ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 เล่นการพนัน ลูกจ้างที่ 1 ที่ 4 และที่ 6 สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ ลูกจ้างที่ 5 จงใจใช้มือทุบกระแทกเครื่องตอกบัตรจนไม่สามารถใช้งานได้ ลูกจ้างที่ 3 ดูแลสต๊อกสินค้าทำให้สินค้าขาดจำนวนมาก และลูกจ้างที่ 4 ขับรถยกของโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อจนรถยกเสียหาย ลูกจ้างทั้งหมดอ้างพยานบุคคลแต่จำเลยทั้งสิบสามกลับรับฟังพยานว่าเป็นของฝ่ายโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบด้วยหลักการอ้างพยานโจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้งแปดเพราะลูกจ้างทั้งแปดกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการชอบแล้ว จำเลยทั้งสิบสามไม่ได้รับฟังพยานหลักฐานโดยชอบตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสิบสาม จำเลยทั้งสิบสามให้การว่า คำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 308-315/2542 ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุที่จะขอเพิกถอนคำสั่งขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีลูกจ้างประมาณ 280 คน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541นายสุเทพ สินกล่ำ กับพวกลูกจ้างของโจทก์รวม 13 คน ร่วมกันจัดตั้งสหภาพแรงงานไทยแพค ต่อมาลูกจ้างโจทก์จำนวน 13 คนได้จัดทำข้อเรียกร้องจะยื่นต่อโจทก์เพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างตามเอกสารหมาย จ.4 และลูกจ้างโจทก์ดังกล่าวที่ร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานได้ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาครว่าโจทก์ไม่ให้เข้าทำงานตามปกติ ทราบว่าโจทก์เพียงพักงานไม่ได้เลิกจ้าง และโจทก์มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้างที่ร่วมกันตั้งสหภาพแรงงานจำนวน 8 คน และมีคำสั่งให้กลับเข้าทำงาน 5 คนตามเอกสารหมาย จ.7 การเลิกจ้างลูกจ้างทั้งแปด เพราะโจทก์ถือว่าลูกจ้างดังกล่าวกระทำความผิดร้ายแรงจึงไม่จ่ายค่าชดเชยให้ ลูกจ้างทั้งแปดได้ร้องเรียนต่อจำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2542 และได้มีคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ที่ 308-315/2541 เมื่อวันที่ 9เมษายน 2542 นำส่งโจทก์วันที่ 28 เมษายน 2542 ให้โจทก์รับลูกจ้างทั้งแปดกลับทำงานในอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย ตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงานภายใน 10 วัน นับแต่วันรับทราบคำสั่งในประเด็นพิพาทที่ว่ามีเหตุเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวหรือไม่ เมื่อจำเลยทั้งสิบสามเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์กระทำการตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จึงเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายโดยชอบแล้วส่วนการที่จำเลยทั้งสิบสามรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานโดยชอบหรือไม่นั้น ตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าว จำเลยทั้งสิบสามรับฟังข้อเท็จจริงจากการสอบปากคำของฝ่ายโจทก์และลูกจ้างปรากฏตามรายชื่อในรายงานการสอบสวนของโจทก์ เมื่อเปรียบเทียบกับบันทึกการสอบสวนของอนุกรรมการแรงงานสัมพันธ์แล้วเป็นบุคคลเดียวกันและยังได้สอบปากคำของนายพงศ์พิพัฒน์ โรจนยุกตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนนางสาวจินตนา บวบทอง รองหัวหน้าแผนกโกดัง และนายเพชรกองยศ พนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์เพื่อทราบข้อเท็จจริง การรับฟังพยานบุคคลและพยานเอกสารในชั้นเจ้าพนักงานเป็นการรับฟังจากพยานทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ได้ความจริงตามกระบวนการไต่สวนมิใช่กระบวนการกล่าวหาซึ่งจะต้องกำหนดตัวพยานหรือหลักฐานอย่างชัดเจนว่าเป็นของฝ่ายใดและดำเนินการชั่งน้ำหนักของพยานหลักฐานแต่ละฝ่ายว่าฝ่ายไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน ดังนั้น ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสิบสามรับฟังพยานของลูกจ้างแล้วระบุว่าเป็นพยานของอีกฝ่ายจึงฟังไม่ได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสามวินิจฉัยข้อเท็จจริงอื่นนอกจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนจึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานโดยชอบแล้วมีปัญหาว่าคำส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง