ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 275/2565

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 และค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเสพติด พ.ศ.2534

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์ดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรวม 7 รายการ ได้แก่ 1. เงินสด 50,000 บาท 2.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 3. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ย. 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 6. รถยนต์ยี่ห้อ ฮ. และ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31 ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของนายสมาน และเป็นพี่ของนายสัญญา เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด 2,800 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 9 ถุง น้ำหนักประมาณ 68.39 กรัม เป็นของกลาง และยึดทรัพย์สินหลายรายการ ผู้ร้องได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 457/2560 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายปรีชาซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่านายปรีชากระทำความผิดตามฟ้องให้จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1998/2560 ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายปรีชารวม 7 รายการ ดังนี้ รายการที่ 1. เงินสด 50,000 บาท รายการที่ 2. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 3. รถจักรยายนต์ ยี่ห้อ ย. รายการที่ 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ รายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. และรายการที่ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 โดยเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินรายการที่ 4 รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. เป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์คือผู้คัดค้านที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ริบและให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับและมีผลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ภาค 1 ลักษณะ 4 ยังคงมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยหลักเกณฑ์บางอย่างแตกต่างจากกฎหมายเดิม จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า จะต้องนำประมวลกฎหมายยาเสพติดมาใช้บังคับแก่คดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎหมายเดิมก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินมาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ จึงต้องพิจา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2565 · ทนอย Thanoy