คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 2754/2540
หลักกฎหมาย
ฟ้องโจทก์ได้บรรยายแล้วว่าส.ลูกจ้างโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่กระทำการตามหน้าที่อย่างไรผิดข้อบังคับอย่างไรและจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างไรซึ่งเป็นเหตุให้สินค้าของโจทก์ขาดหรือสูญหายไปซึ่งจำเลยผู้ค้ำประกันการทำงานของส.ต้องรับผิดดังนี้ฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแหล่งข้อหาแล้วฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องส.กับพวกในคดีของศาลแรงงานกลางโดยบรรยายฟ้องว่าส. กับพวกเป็นลูกจ้างของโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการกิจการและดำเนินงานของโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของโจทก์ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายกล่าวคือมีหน้าที่เก็บรักษาตรวจสอบจัดทำทะเบียนคุมสินค้าและวัสดุของโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับแต่หาได้ปฏิบัติเช่นนั้นไม่เป็นเหตุให้สินค้าและวัสดุของโจทก์ขาดหรือสูญหายไปนับว่าเป็นมูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานหาใช่เป็นมูลละเมิดอย่างเดียวไม่แต่มีมูลเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานรวมอยู่ด้วยเมื่อสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคืออายุความ10ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา193/30 เมื่อคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ประชุมมีมติให้ส.ใช้บุคคลค้ำประกันเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะจัดหาที่ดินมาจำนองเป็นประกันแทนต่อมาส. ได้จัดหาที่ดินมาจำนองแล้วโดยจำเลยที่2เป็นผู้นำที่ดินมาจำนองดังนั้นสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่1ทำไว้กับโจทก์ย่อมสิ้นความผูกพันนับแต่จำเลยที่2นำที่ดินมาจำนองจำเลยที่1จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 193/30ป.พ.พ. 448ป.พ.พ. 680ป.พ.พ. 733ป.พ.พ. 744ป.วิ.พ. 172พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 35
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า นายสุพัฒน์ ศิริอังคาวุธ เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการเมื่อปี 2531 มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการทำงานตามสัญญาจ้างโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จำนองที่ดิน น.ส.3เลขที่ 205 ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษพร้อมสิ่งปลูกสร้างประกันความเสียหายดังกล่าวด้วยเป็นเงินจำนวน200,000 บาท ต่อมาได้มีการขึ้นวงเงินจำนองอีกจำนวน 3,800,000 บาทรวมเป็นวงเงินที่จำนองจำนวน 4,000,000 บาท ส่วนนายประพันธ์ ชัยชาญ เคยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานสต๊อกเมื่อปี 2529 มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการทำงานตามสัญญาจ้าง โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างการทำงานนายสุพัฒน์และนายประพันธ์ซึ่งมีหน้าที่ต้องร่วมกันเก็บรักษาและรับผิดชอบตรวจสอบ จัดทำทะเบียนคุมสินค้าและวัสดุของโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับเป็นประจำวัน ประจำเดือน และประจำปี แต่นายสุพัฒน์และนายประพันธ์หาได้ปฏิบัติเช่นนั้นไม่ อันเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ เป็นเหตุให้สินค้าและวัสดุของโจทก์ขาดหรือสูญหายไป ได้แก่ ข้าวสารหอมมะลิข้าวสารเหนียว ข้าวสารเมล็ดสั้น รำอ่อน รำหยาบ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเมล็ดยาว ข้าวเปลือกเมล็ดสั้น กระสอบใหม่และกระสอบเก่า รวมเป็นเงินจำนวน 5,760,597.40 บาท ต่อมานายสุพัฒน์และนายประพันธ์ได้ขอเจรจากับโจทก์เพื่อขอผ่อนชำระค่าเสียหายดังกล่าวบางส่วนโดยทำหนังสือรับใช้หนี้จำนวน 2 ฉบับซึ่งโจทก์ตกลงด้วยและแจ้งให้นายสุพัฒน์และนายประพันธ์ชำระค่าเสียหายในส่วนที่ยังขาดอยู่ แต่บุคคลทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาเมื่อครบกำหนดตามหนังสือรับใช้หนี้ทั้งสองฉบับนายสุพัฒน์และนายประพันธ์ผิดนัด นอกจากนี้นายสุพัฒน์ในฐานะผู้จัดการโจทก์ได้ขายหมอแดงและข้าวสารหอมมะลิของโจทก์แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ปรากฏตัวผู้ซื้อรวม 2 รายการ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายเป็นเงินจำนวน 7,127.25 บาท และจำนวน 110,025 บาท ตามลำดับและนายสุพัฒน์ได้เบิกเงินล่วงหน้าเพื่อวางมัดจำการซื้อหอมแดงแก่บุคคลภายนอกเป็นเงินจำนวน 700,000 บาท นายสุพัฒน์นำหอมแดงมาหักบัญชีเงินเบิกล่วงหน้าได้เพียง 577,777.86 บาท คงเหลือเงินที่เบิกล่วงหน้าจำนวน 122,222.14 บาท แต่นายสุพัฒน์ไม่ส่งเงินคืน ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องบุคคลทั้งสองต่อศาลแรงงานกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 9333/2536 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้บุคคลทั้งสองชดใช้เงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ บุคคลทั้งสองเพิกเฉย จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จองประกันการทำงานของนายสุพัฒน์ และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของนายประพันธ์จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงิน 3,277,664.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของต้นเงิน 3,199,672 บาท และ 77,992.30 บาท นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2535 และวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้เงิน53,215 บาท และ 122,222.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2532 และวันที่ 22กรกฎาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ตามลำดับทั้งให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 205 ตำบลกำแพงอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยชำระเงินตามจำนวนดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชดใช้เงินดังกล่าว ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอให้จำเลยทั้งสี่ชำระส่วนที่ขาดจนครบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การร่วมกันว่า นายสุพัฒน์ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎระเบียบของโจทก์ทุกประการ มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อในหน้าที่ตามฟ้องความเสียหายตามฟ้องไม่ได้เกิดจากการกระทำของนายสุพัฒน์ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันกับนายสุพัฒน์โดยมีข้อตกลงกับโจทก์ว่า เมื่อนายสุพัฒน์หาทรัพย์สินมาประกันการทำงานได้ จำเลยที่ 1 จะหลุดพ้นจากความผูกพันตามสัญญาค้ำประกันต่อมาจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองประกันการทำงานของนายสุพัฒน์ตามสัญญาจ้างแล้ว สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์จึงเป็นอันยกเลิกจำเลยที่ 1 หลุดพ้นความรับผิดแก่โจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความในมูลหนี้ละเมิด 1 ปีและเป็นฟ้องเคลือบคลุม การขึ้นวงเงินจำนองเมื่อวันที่ 11 มีนาคม2535 หากบังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิดชดใช้ในส่วนที่ขาดเพราะไม่มีข้อตกลงดังกล่าวขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การร่วมกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้เป็นเพียงผู้ค้ำประกัน ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์และโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต คดีโจทก์ขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหนังสือรับสภาพหนี้ที่นายประพันธ์ทำเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาลวง ฟ้องโจทก์เป็
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง