ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553

ฎีกาที่ 277/2553

หลักกฎหมาย

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่าง ด. ผู้บริโภคกับจำเลย เป็นปัญหาพิพาทเกี่ยวกับโครงการบ้านจัดสรรของจำเลยซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองบริโภคโจทก์เคยประชุมและมีมติไว้แล้วว่า การกระทำของจำเลยที่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้บริโภคจำนวน 9 รายในโครงการดังกล่าวของจำเลย เป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคเหล่านั้น เมื่อ ด. ยื่นเรื่องราวต่อโจทก์อันเป็นปัญหาพิพาทในโครงการเดียวกันของจำเลย เป็นเรื่องในลักษณะเดียวกับที่โจทก์เคยมีมติไว้แล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องนำเรื่องราวของ ด. เข้าประชุมอีก เนื่องจากโจทก์ได้มีมติไว้แล้วว่าในการดำเนินคดีแก่จำเลยนั้นให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นที่จะมาร้องเรียนเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกันในภายหลังด้วย การฟ้องร้องของโจทก์ในคดีนี้จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 (1) (7) และมาตรา 39 สัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดเวลาการเริ่มลงมือก่อสร้างและกำหนดเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยต้องรีบลงมือก่อสร้างและก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควรอันเป็นไปตามหลักสุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 มิใช่ขึ้นอยู่กับความพอใจจำเลยว่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อใดก็ได้ แต่จำเลยมีหน้าที่ต้องรีบลงมือก่อสร้างโดยพลันตามมาตรา 203 เมื่อ ด. ผู้บริโภคได้ชำระเงินแก่จำเลยเป็นจำนวนถึง 130,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้เริ่มลงมือก่อสร้างบ้าน ด. จึงมีสิทธิที่จะไม่ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยได้เนื่องจากเป็นสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 369 ดังนั้น การที่ ด. ไม่ชำระเงินค่างวดแก่จำเลยตั้งแต่งวดที่ 6 เป็นต้นไป ด. จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา การดำเนินคดีในศาลของเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2422 มาตรา 39 วรรคสอง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นค่าส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง และค่าส่งคำบังคับ ซึ่งเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ชำระมาให้แก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 โจทก์ฟ้องคดีนี้แทนนางดุสดี ผู้บริโภค โดยก่อนคดีนี้โจทก์เคยได้รับคำร้องขอจากผู้บริโภครายอื่นว่า ผู้บริโภคดังกล่าวได้รับความเดือนร้อนและเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และเห็นว่าการดำเนินคดีจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม จึงมีมติมอบหมายให้พนักงานอัยการซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งฟ้องเรียกเงินและค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ร้องขอ และให้รวมถึงผู้บริโภครายอื่นที่จะมาร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในลักษณะทำนองเดียวกันเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลังด้วย ตามรายงานการประชุมอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2542 และมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 3/2542 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อระหว่างปี 2532 ถึงปี 2542 จำเลยซึ่งประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจัดสรรที่ดิน ได้จัดสรรที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3141 แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยประเภททาวน์ฮาส์จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วยการโฆษณาชี้ชวนในโครงการบ้านสรานนท์ - 101 ต่อมาประชาชนจำนวนหลายคนรวมทั้งนางดุสดีผู้บริโภคได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์กับจำเลย โดยนางดุสดีผู้บริโภคชำระเงินค่าจอง วางเงินดาวน์และผ่อนชำระเงินค่างวดตามสัญญาแล้วรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 130,000 บาท แต่จำเลยไม่ดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งได้รับมอบอำนาจจากนางดุสดีผู้บริโภคจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน มิฉะนั้นให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจำเลยได้รับแล้วเพิกเฉย จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยรับเงินไปจากนางดุสดีผู้บริโภคแต่ละงวด แต่นางดุสดีผู้บริโภคขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันที่จำเลยรับเงินงวดสุดท้าย ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 77,706.16 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 207,706.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 130,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางดุสดีผู้บริโภค จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจซื้อขายจัดสรรที่ดินและก่อสร้างบ้านจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยกู้ยืมเงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นทุนเพื่อดำเนินการ โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันรวมทั้งโครงการบ้านสรานนท์-101 ด้วย เมื่อประมาณกลางปี 2540 ประเทศไทย เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทำให้สถาบันการเงินได้รับผลกระทบ รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัทดังกล่าวไม่ยินยอมให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงย่อยตามที่จำเลยร้องขอเพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ซื้อตามข้อตกลงที่ได้ปฏิบัติต่อกันมา และให้จำเลยชำระเงินกู้ทั้งหมดประมาณ 109,000,000 บาท ในคราวเดียว ซึ่งเป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะปฏิบัติได้ ถือว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยและเป็นเหตุให้จำเลยไม่สามารถก่อสร้างโครงการบ้านสรานนท์-101 ให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านให้นางดุสดี ผู้บริโภคได้จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง แต่นางดุสดีผู้บริโภคเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่างวดตามสัญญาตั้งแต่งวดที่ 6 ให้จำเลย สัญญาจึงเลิกกันในทันที จำเลยมีสิทธิริบเงินทั้งหมดที่นางดุสดีผู้บริโภคชำระแล้ว ทั้งมติที่ประชุมของโจทก์ ครั้งที่ 3/2542 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2542 ที่ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแก่จำเลยก็ไม่มีผลบังคับ เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยโจทก์ไม่เคยมีการประชุมและลงมติในกรณีของนางดุสดีผู้บริโภคตามคำฟ้องโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 207,706.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 130,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางดุสดี ผู้บริโภค กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ถ้ามี) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่จำเลยไม่ต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ถ้ามี) และให้คืนค่าธรรมเนียมให้โจทก์และจำเลยฝ่ายละ 150 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เถียงกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินโด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 277/2553 · ทนอย Thanoy