ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 2779/2564

หลักกฎหมาย

สัญญาจ้างระหว่างบริษัท จ. กับโจทก์มีข้อตกลงกันว่า โจทก์ต้องรับผิดในความผิดและความประมาทเลินเล่อของผู้รับจ้างช่วงหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้รับจ้างช่วง และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ผู้รับจ้างช่วงมีข้อตกลงกันว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่ออุปัทวเหตุ ความเสียหายหรือภยันตรายใด ๆ อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 และพนักงานของจำเลยที่ 2 ดังนั้น เมื่อมีข้อตกลงตามสัญญากำหนดความรับผิดเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และเมื่อโจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัท ฮ. แล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 229 (3) และ 296 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 980,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 980,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 600,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด สุกัญญา ขนส่ง ต่อมาวันที่ 29 มีนาคม 2559 ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัดในชื่อ บริษัทสุกัญญา ขนส่ง จำกัด และวันที่ 19 เมษายน 2559 จดทะเบียนเปลื่ยนชื่อเป็นบริษัทสุกัญญา ทรานสปอร์ต (1997) จำกัด บริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เคลื่อนย้ายตู้สินค้าอันตรายระหว่างผู้ประกอบการท่าเทียบเรือและลานวางตู้สินค้าเปล่ากับคลังสินค้าอันตรายและขนส่งตู้สินค้าอันตรายหรือสินค้าอันตรายและตู้สินค้าหรือสินค้าทั่วไปไปยังที่ใด ๆ ในประเทศไทย และโจทก์ได้ทำสัญญาจ้างเหมาจำเลยที่ 2 จัดหารถหัวลากและรถลากพ่วงเพื่อทำการเคลื่อนย้ายสินค้าตามที่โจทก์ทำสัญญากับบริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเจดับเบิ้ลยูดี ทรานสปอร์ต (จำกัด) โจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งร่วมกันโดยมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดสามัญไม่จดทะเบียน จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันและต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้นำรถบรรทุกลากจูง รถกึ่งพ่วง เข้าร่วมขนส่งกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำประกันภัยรถบรรทุกลากจูงดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 5 มีวงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน 600,000 บาท ต่อครั้ง ตามตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพวงบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถเทรลเลอร์หัวลาก ของบริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งมีนายฤทธิไกร เป็นผู้ขับเป็นเหตุให้รถเทรลเลอร์หัวลาก ได้รับความเสียหาย และนายฤทธิไกรได้รับบาดเจ็บสาหัส บริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด เจ้าของรถเทรลเลอร์หัวลากเรียกร้องให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย และโจทก์อ้างว่าโจทก์ตกลงและชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ไปเป็นเงิน 980,000 บาท จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ซึ่งมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ในส่วนความประมาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำสั่งศาลฎีกาและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่โจทก์แนบมาท้ายคำแก้ฎีกา การถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลดังกล่าวที่ฟังว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุที่ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสคงมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายซึ่งได้รับอันตรายแก่กาย ไม่มีผลผูกพันบุคคลซึ่งไม่เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังข้อเท็จจริงกันใหม่ โดยเมื่อพิจารณาภาพจากกล้องวงจรปิดจะเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุเฉี่ยวชนจำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงด้วยความเร็วในช่องเดินรถขวาสุดแซงขึ้นหน้ารถเทรลเลอร์ที่นายฤทธิไกรขับอยู่ทางด้านซ้ายและเฉี่ยวชนกันตรงบริเวณทางแยก ทั้งปรากฏว่ารถเทรลเลอร์ที่นายฤทธิไกรขับมีร่องรอยความเสียหายที่บริเวณหน้ารถทางด้านหน้าฝั่งขวาฉีกขาด มีเศษชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของรถที่นายฤทธิไกรขับติดอยู่บริเวณกึ่งกลางรถกึ่งพ่วงที่จำเลยที่ 1 ขับ กับมีเศษชิ้นส่วนที่ตกลงอยู่บนพื้นถนนใกล้ชิดกับหน้ารถที่นายฤทธิไกรขับ แสดงให้เห็นว่าจุดชนล้ำเข้าไปในช่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2779/2564 · ทนอย Thanoy