คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 278/2547
หลักกฎหมาย
ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยที่ 5 ในการนำพยานมาสืบเกือบ 1 ปี แต่ก็ไม่สามารถนำพยานมาสืบได้โดยอ้างเหตุเดิมๆ คือ พยานติดธุระบ้าง ย้ายไปรับราชการที่อื่นบ้าง ส่งหมายเรียกให้ไม่ได้บ้างตลอดมา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นการประวิงคดีให้ชักช้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 5 จึงชอบแล้ว คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ขาดนัดพิจารณา จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 201 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยที่ 5 อยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 การอยู่ในที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 5 จึงไม่ใช่การครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ จำเลยที่ 5 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 7/62 ออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ให้แก่จำเลยที่ 5 โดยให้โจทก์เป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมค่าภาษีและค่าใช้จ่ายต่างๆ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง จำเลยที่ 4 ที่ 7 และที่ 10 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันรื้อถอนบ้านเลขที่ 7/62 ออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ห้ามจำเลยทั้งสิบเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไปให้จำเลยทั้งสิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 ร่วมกันรื้อถอนบ้านเลขที่ 7/62 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ห้ามจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 9 พร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 8 และที่ 10 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 5 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า บ้านเลขที่ 7/62 หมู่ที่ 9 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 69524 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) นครหลวงกรุงเทพธนบุรีตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 เมื่อประมาณปี 2514 จำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นบิดาจำเลยที่ 5 ซื้อบ้านเลขที่ 7/62 จากนายไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาปี 2516 จำเลยที่ 9 ยกให้แก่จำเลยที่ 5 โดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 5 ได้ครอบครองบ้านหลังดังกล่าวมากว่า 10 ปีแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 5 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลนัดสืบพยานจำเลยที่ 5 นัดแรกวันที่ 3 ธันวาคม 2539 วันดังกล่าวสืบพยานคือตัวจำเลยที่ 6 ได้ 1 ปาก ทนายจำเลยที่ 5 แถลงขอเลื่อนไปสืบพยานคือตัวจำเลยที่ 5 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 5 แถลงว่าจำเลยที่ 5 ติอประชุมขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 5 ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2540 โดยได้กำชับว่าให้เตรียมพยานมาให้พร้อมและจะไม่ให้เลื่อนคดีอีก ถึงวันนัดสืบพยานคือตัวจำเลยที่ 5 ได้ 1 ปากทนายจำเลยที่ 5 แถลงติดใจสืบพยานอีก 5 ปาก ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยที่ 5 วันที่ 7 กรกฎาคม 2540 พร้อมกำชับทนายจำเลยที่ 5 ให้เตรียมพยานมาให้พร้อม แต่ในวันนัดต่อๆ มาคือวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 11 กันยายน 2540 ทนายจำเลยที่ 5 แถลงว่าขอหมายเรียกพยานไว้ 3 ปากแต่พยานไม่สามารถมาศาลได้ขอเลื่อนคดี ในวันนัดทั้งสองวันดังกล่าวศาลได้กำชับทนายจำเลยที่ 5 ให้นำพยานมาศาลให้ได้ ในวันนัดวันที่ 7 ตุลาคม 2540 ทนายจำเลยที่ 5 แถลงขอเลื่อนคดีอ้างว่าติดใจสืบพยาน 4 ปาก แต่ส่งหมายให้พยานไม่ได้ เห็นว่า ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานจำเลยที่ 5 นัดแรกวันที่ 3 ธันวาคม 2539 จนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 5 นำพยานมาสืบได้เพียง 2 ปาก เหลือพยานอีก 3 ปาก แต่ก็ไม่สามารถนำมาสืบได้ และในวันที่ 7 ตุลาคม 2540 ทนายจำเลยที่ 5 กลับแถลงว่าติดใจสืบพยานอีก 4 ปาก แต่ก็ไม่สามารถส่งหมายเรียกแก่พยานได้ ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยที่ 5 ในการนำพยานมาสืบเกือบ 1 ปี แต่ก็ไม่สามารถนำพยานมาสืบได้โดยอ้างเหตุเดิมๆ คือพยานติดธุระบ้าง ย้ายไปรับราชการที่อื่นบ้าง ส่งหมายเรียกให้ไม่ได้บ้างตลอดมา พฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 ดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการประวิงคดีให้ชักช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่ 5 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 5 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้พันตำรวจโทชูศักดิ์ โล้กรุด ฟ้องคดีนี้หรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4756/2534 หมายเลขแดงที่ 8273/2534 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทชูศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.21 ว่า โจทก์มอบอำนาจให้พันตำรวจโทชูศักดิ์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้เพียงว่า โจทก์ไม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง