คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 2784/2545
หลักกฎหมาย
การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บางกรณีอาจเป็นได้ทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 ด้วย โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายที่โจทก์ทำอยู่ถูกยุบอันเป็นความเท็จ เพราะตำแหน่งงานดังกล่าวยังไม่ได้ถูกยุบ แต่จำเลยใช้กลอุบายเลิกจ้างโจทก์โดยโอนกิจการที่โจทก์ทำอยู่ไปให้บริษัท ฮ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินกิจการแทน แต่ก็ยังคงใช้พนักงานเดิมและสถานที่เดิมของจำเลยและต่อมาจำเลยกับบริษัท ฮ. ก็รับลูกจ้างใหม่เข้าทำงานในตำแหน่งของโจทก์ การกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมนั้น เห็นได้ว่า เป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์ บ. และเป็นผู้เข้าร่วมกับสมาชิกคนอื่นในการต่อสู้ขัดขวางการกระทำที่ไม่เป็นธรรมของฝ่ายบริหารจำเลยนั้น ก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ในเรื่องเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โจทก์มิได้มุ่งประสงค์จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯมาตรา 121 หรือมาตรา 123 แต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 55พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 121พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 123พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 124
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2537 จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นเงินเดือนละ 37,280 บาท ค่าน้ำมันรถเดือนละ 5,000 บาทและค่าคอมมิชชั่นหรือค่าจ้างพิเศษจากยอดขายอีกประมาณเดือนละ 20,000 บาท รวมเป็นค่าจ้างทั้งสิ้นเดือนละไม่ต่ำกว่า 62,280 บาท ระหว่างทำงานโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ อันเป็นสหภาพแรงงานในสถานประกอบการของจำเลย วันที่ 18 กันยายน 2541 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ อ้างว่าตำแหน่งงานที่โจทก์ทำงานอยู่กับนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ถูกยุบ จำเลยได้พยายามหาตำแหน่งว่างในระดับตำแหน่งของโจทก์ในฝ่ายอื่นให้และได้รับคำชี้แจงจากโจทก์ว่าประสงค์จะลาออกซึ่งเป็นความเท็จความจริงตำแหน่งงานของโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายยังไม่ได้ถูกยุบเลิกแต่จำเลยใช้กลอุบายเลิกจ้างโจทก์โดยวิธีโอนกิจการแผนกนิตยสารไทยแลนด์แทตเลอร์ไปให้บริษัทฮาเซทฟิลิปปาคิโพสต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยดำเนินการแทนโดยยังคงใช้พนักงานเดิมของจำเลย สำนักงานก็ยังใช้สถานที่เดิม หลังจากเลิกจ้างโจทก์แล้วจำเลยร่วมมือกับบริษัทฮาเซทฟิลิปปาคิโพสต์จำกัด รับลูกจ้างใหม่เข้าทำงานในตำแหน่งของโจทก์ จำเลยไม่เคยหาตำแหน่งงานว่างให้โจทก์และโจทก์ไม่เคยแจ้งขอลาออกจากงาน จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมเนื่องจากขณะรับโจทก์เข้าทำงานจำเลยห้ามมิให้โจทก์เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานใด ๆ ในบริษัทจำเลย แต่ต่อมาโจทก์เข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เพราะเห็นว่าฝ่ายบริหารของจำเลยกระทำการและใช้อำนาจบริหารโดยไม่เป็นธรรมกลั่นแกล้งเลิกจ้างและพยายามกำจัดลูกจ้างที่เป็นกรรมการลูกจ้างกรรมการและสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ให้พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย นอกจากนี้นายไนเจิล โอกิ้นส์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยนำทีมงานพรรคพวกของตนเข้าครองตำแหน่งบริหารสำคัญไว้ทั้งหมดและย้ายพนักงานอาวุโสที่ครองตำแหน่งอยู่ก่อนให้พ้นจากตำแหน่งไป ย้ายลูกจ้างชั้นผู้น้อยที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไปอยู่ในแผนกที่ตั้งขึ้นใหม่แล้วยุบแผนกใหม่นั้น ผู้บริหารของจำเลยบริหารงานผิดพลาดก่อความเสียหายแก่จำเลย ลูกจ้างของจำเลยจึงร่วมกันลงชื่อขับไล่นายไนเจิลโอกินส์ เป็นผลให้นายไนเจิล โอกินส์ ต้องออกไปจากบริษัทจำเลย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม2541 จำเลยและสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้มีผลใช้บังคับ 2 ปี นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2541 ข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างใช้บังคับ ซึ่งโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อตกลงและข้อเรียกร้อง สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ซึ่งโจทก์เป็นสมาชิกยื่นข้อเรียกร้องฉบับลงวันที่31 กรกฎาคม 2541 และอยู่ระหว่างการเจรจาและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานซึ่งตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 บัญญัติห้ามจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิม ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 780,576 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายค่าจ้างอัตราเดือนละ 62,280บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 อันเป็นวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุ กับให้จำเลยจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 52,308 บาท และในอัตราเดือนละ 4,359บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจนถึงวันที่ 31ธันวาคม 2565 อันเป็นวันที่โจทก์ครบเกษียณอายุพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และขณะถูกเลิกจ้างอยู่ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับและอยู่ระหว่างที่สหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย จึงเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำการอันไม่เป็นธรรมโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ซึ่งตามมาตรา 124 บัญญัติให้โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งชี้ขาดเกี่ยวกับข้อพิพาทภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการฝ่าฝืนแต่โจทก์ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา 124 ก่อน จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8วรรคท้าย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ได้รั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง