คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 2787/2564
หลักกฎหมาย
การยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่คดีที่ผู้เสียหายฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่เรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ทั้งการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ดังนั้น สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก หากคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาสาวนางสาว ค. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง ส. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) ประกอบมาตรา 80, 317 วรรคสาม (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุกกระทงละ 5 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 8 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ โจทก์ร่วมที่ 2 และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 เป็นบุตรนาง น. กับนาย ม. ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 นำโจทก์ร่วมที่ 1 มาเลี้ยงดูตั้งแต่อายุ 1 เดือน จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ช่วงเดือนมิถุนายน 2548 โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่กับนาย ป. บุตรชาย โจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2548 โจทก์ร่วมที่ 1 ไปตรวจร่างกายเพื่อหาร่องรอยการถูกกระทำชำเราที่โรงพยาบาล จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงขอออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2562 จึงจับจำเลยได้ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาว่า กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน พาบุคคลอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้การไว้ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โดยยังคงลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทกร่วมทั้งสองฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความถึงการกระทำของจำเลยในวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 ว่า จำเลยได้ใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 แต่โจทก์ร่วมที่ 1 ร้องว่าเจ็บและเรียกให้คนช่วย แต่ไม่มีผู้ใดได้ยิน จำเลยจึงใช้อวัยวะเพศของจำเลยใส่ช่องปากของโจทก์ร่วมที่ 1 ประมาณ 5 นาที มีน้ำสีขาวไหลออกมาจากอวัยวะเพศของจำเลย ส่วนหนึ่งอยู่ในปากของโจทก์ร่วมที่ 1 บางส่วนไหลเลอะเสื้อผ้า และในวันที่ 25 สิงหาคม 2548 จำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูกับอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 ไปมา จากนั้นใช้อวัยวะเพศของจำเลยใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ใส่ได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 เจ็บ จำเลยจึงใช้อวัยวะเพศของจำเลยใส่ช่องปากของโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยกดศีรษะโจทก์ร่วมที่ 1 ไว้ แล้วจำเลยเอาอวัยวะเพศของจำเลยออกจากปากของโจทก์ร่วมที่ 1 จากนั้นจำเลยใช้มือชักที่อวัยวะเพศของจำเลย จนเมื่อใกล้มีน้ำสีขาวออกมา จำเลยจึงใช้อวัยวะเพศของจำเลยมาใส่ช่องปากของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าว สอดคล้องกับผลการตรว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง