ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 279/2541

หลักกฎหมาย

แม้ในช่วงเกิดเหตุชิงทรัพย์จะเกิดขึ้นรวดเร็วมากและผู้เสียหายไม่รู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อนก็ตาม แต่ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้ขับรถจักรยานยนต์ดูผู้เสียหายที่ยืนรอรถโรงเรียนอยู่ถึง 3 วันในช่วงตอนเช้า ดังนั้น การที่ผู้เสียหายได้เห็นคนร้ายก่อนวันเกิดเหตุและในวันเกิดเหตุ ผู้เสียหายย่อมมีโอกาสจดจำคนร้ายได้โดยสามารถระบุตำหนิรูปพรรณคนร้ายให้ ช.ทราบช. พาผู้เสียหายไปดูตัวจำเลยที่ 1ผู้เสียหายก็ยังยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย และเมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 กับบันทึกและภาพถ่ายการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพโดยไม่ปรากฏข้อพิรุธว่าพนักงานสอบสวนได้ทำขึ้นโดยการบังคับขู่เข็ญทำร้ายจำเลยที่ 1เพราะพนักงานสอบสวนไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุที่จะปรักปรำจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานโจทก์ย่อมมีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1เป็นคนร้ายร่วมกับพวกชิงทรัพย์ผู้เสียหาย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก2 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทองคำ จำนวน 1 องค์รวมราคา 9,500 บาท ของนางสาวพยาว์ สุดรัก ผู้เสียหายไปขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 339, 340 ตรีและริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 9,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม, 340 ตรี, 83จำคุก 18 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี และให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองคำรวมราคา 9,500 บาทที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามวันเวลาสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ชายคนร้าย 2 คน ร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทองคำ จำนวน 1 องค์ รวมราคา 9,500 บาทของนางสาวพยาว์ สุดรัก ผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยคนร้ายร่วมกันรัดคอและชกปากผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กาย ในการชิงทรัพย์นั้นคนร้ายร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุมหลังจากเกิดเหตุผู้เสียหายได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นายชุมพล ภู่บัว ฟัง พร้อมทั้งบอกตำหนิรูปพรรณคนร้าย ต่อมานายชุมพลได้พาผู้เสียหายไปดูตัวจำเลยที่ 1ซึ่งมีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ในวันที่ 22 ธันวาคม 2537ผู้เสียหายได้พาสิบตำรวจโทสมชัย ฉายดวงฤดีพร ไปที่คิวรถจักรยานยนต์รับจ้างบริเวณปากทางเข้าวัดไพร่ฟ้าและชี้ให้สิบตำรวจโทสมชัยจับกุมจำเลยที่ 1 สิบตำรวจโทสมชัยจับกุมจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อหาว่าร่วมกับพวกชิงทรัพย์ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า พยานยืนรอรถโรงเรียนนั้นมีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีแดงขาว ขับผ่านพยานไปแล้วกลับรถวกเข้ามาหาพยานอีกครั้งหนึ่ง รถคันดังกล่าวมีคนขับ1 คน และคนซ้อนท้าย 1 คน คนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ลงมาดึงสร้อยคอของพยาน และได้ความจากผู้เสียหายตอบอัยการโจทก์ถามติงว่าขณะที่คนซ้อนท้ายและคนขับรถขับผ่านมานั้นเป็นที่ผิดสังเกตพยานจึงก้าวเท้าเข้าบ้าน จากคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวเชื่อได้ว่า ผู้เสียหายได้เห็นคนร้ายอย่างชัดเจนเพราะขณะนั้นเป็นเวลากลางวัน จนผู้เสียหายเห็นความผิดสังเกตของคนร้าย แม้ในช่วงเกิดเหตุชิงทรัพย์เกิดขึ้นรวดเร็วมากและผู้เสียหายไม่รู้จัดจำเลยที่ 1 มาก่อนก็ตาม ก็ไม่มีเหตุสงสัยว่าผู้เสียหายจำคนร้ายไม่ได้ เพราะนอกจากผู้เสียหายจะได้เห็นคนร้ายก่อนลงมือชิงทรัพย์แล้วยังได้ความจากผู้เสียหายอีกว่า สาเหตุที่พยานจำคนร้ายได้เนื่องจากก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้ขับรถจักรยานยนต์ดูพยาน ที่พยานยืนรอรถโรงเรียนอยู่ถึง 3 วันในช่วงตอนเช้า ดังนั้นการที่ผู้เสียหายได้เห็นคนร้ายก่อนวันเกิดเหตุ และในวันเกิดเหตุดังกล่าวนั้นผู้เสียหายย่อมมีโอกาสจดจำคนร้ายได้ ผู้เสียหายจึงสามารถระบุตำหนิรูปพรรณคนร้ายให้นายชุมพลทราบ นายชุมพลพาผู้เสียหายไปดูตัวจำเลยที่ 1 และผู้เสียหายได้ยืนยันต่อนายชุมพลว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย แม้จะได้ความว่าผู้เสียหายไปดูตัวจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 ครั้งก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าการไปดูตัวจำเลยที่ 1 ประมาณ 3 ครั้งเป็นเพราะผู้เสียหายไม่แน่ใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย กลับได้ความจากผู้เสียหายตอบอัยการโจทก์ถามติงว่า ตอนที่พยานเห็นจำเลยที่ 1 ที่ปากทางบางเดื่อนั้น พยานแน่ใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนซ้อนท้ายและชิงสร้อยคอของพยาน ซึ่งแสดงว่า ผู้เสียหายยืนยันแน่ใจว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้าย การที่ผู้เสียหายไปดูตัวจำเลยที่ 1 อีกจึงไม่เป็นข้อสงสัยว่าผู้เสียหายจะจำคนร้ายไม่ได้ ซึ่งในส่วนนี้ย่อมพิสูจน์ยืนยันได้จากการที่ผู้เสียหายไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และได้พาสิบตำรวจโทสมชัยไปจับจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายชี้ตัวให้จับกุม เมื่อผู้เสียหายเป็นผู้ชี้ตัวจำเลยที่ 1 ให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมแล้ว กรณีเช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่พันตำรวจโทไพรวัล สิทธิพันธ์พนักงานสอบสวนจะจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยที่ 1 อีก การที่ผู้เสียหายตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานได้พบจำเลยที่ 1ที่สถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเจ้าพนักงานตำรวจให้พยานดูตัวก่อน และครั้งที่ 2 ในวันรุ่งขึ้นให้พยานมาชี้ตัวจำเลยที่ 1 นั้น ย่อมไม่เป็นข้อสงสัยว่า เจ้าพนักงานตำร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 279/2541 · ทนอย Thanoy