คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 280/2551
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรและยกฟ้องฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์แต่จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานรับของโจรกับฐานลักทรัพย์ไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึง 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีคนร้ายเข้าไปในบ้าน 3 หลัง อันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีชื่อซึ่งเป็นของบริษัทหมู่บ้านเจ้าพระยา เลค แอนด์ พาร์ค จำกัด ผู้เสียหาย โดยร่วมกันใช้ของแข็งงัดประตูหน้าต่างบ้านทั้งสามหลังจนแตกเสียหายอันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้องซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนฉะเชิงเทรา ข-9317 (ที่ถูก ช-9317) ได้จากที่เกิดเหตุซึ่งเป็นยานพาหนะที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง และวันที่ 13 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน ได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายบางส่วนเป็นของกลาง และยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้กระทำความผิดดังกล่าว ได้จากบ้านของจำเลยที่ 1 เป็นของกลาง วันที่ 14 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานจับพวกของจำเลยทั้งสองได้อีก 1 คน ทั้งนี้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 5 คน ร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันรับของโจรทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 267,582 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูกมาตรา 78) กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) วรรคสองประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุก 4 ปี และให้ยกฟ้องข้อหารับของโจร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน มีคนร้ายงัดประตูและหน้าต่างสำนักงานบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น และ ทาวน์ฮ์ชั้นเดียวของบริษัทหมู่บ้านเจ้าพระยา เลค แอนด์ พาร์ค จำกัด ผู้เสียหายไป 7 รายการ 8 รายการ 10 รายการ และ 6 รายการ เป็นเงิน 44,928 บาท 64,730 บาท 137,284 บาท และ 57,630 บาท ตามลำดับ ในวันเกิดเหตุได้มีผู้มาแจ้งแก่นางปนัดดาที่บ้านพักว่ามีคนเข้าไปอยู่ในบ้านตัวอย่างของผู้เสียหาย นางปนัดดากับนายณรงค์จึงเดินทางไปยังบ้านดังกล่าวในเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา โดยไปซุ่มดูคนร้ายอยู่บริเวณประตูทางเข้าโครงการ สักครู่มีชาย 2 คน นั่งรถจักรยานยนต์มาด้วยกันเข้าไปที่บ้านเดี่ยวชั้นเดียว ชายทั้งสองได้จุดเทียนอยู่ภายในบ้าน ต่อมานางปนัดดากับนายณรงค์ได้เดินเข้าไปหา ชายทั้งสองคนได้วิ่งหลบหนีไปทิ้งรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนฉะเชิงเทรา ช-9317 ไว้ นางปนัดดาได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพนมสารคาม วันที่ 13 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นบ้านของนายอนุสรณ์ เลขที่ 199 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาดาบตำรวจสุเชาว์กับพวกได้ไปตรวจค้นบ้านดังกล่าวพบนายอนุสรณ์หรือเมฆและนายวินัยค้นพบชักโครก พรมปูพื้น และแบบบ้านตัวอย่าง 2 หลัง ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป นอกจากนี้ในบันทึกการตรวจค้นระบุว่านายอนุสรณ์และนายวินัยให้การรับสารภาพ และชั้นสอบสวนนายอนุสรณ์ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร ส่วนนายวินัยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์โดยระบุว่าได้ร่วมกับนายอนุสรณ์ นายบุญธรรมหรือเล็ก ใช้เหล็กงัดประตูบ้านของผู้เสียหายทุกหลังแล้วเข้าไปลักทรัพย์สินไปตามเอกสารหมาย จ.16 จ.17 ป.จ.7 และ ป.จ.8 (ศาลจังหวัดระยอง) วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจได้ขอหมายค้นบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านของนางน้อยมารดานางจำเริญภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วย เจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันไปที่บ้านดังกล่าวพบนางน้อย นางจำเริญและจำเลยที่ 1 ผลการตรวจค้นที่บ้านหลังเล็กพบเตียงไม้ 2 หลัง หลังหนึ่งกางไว้ใช้นอนได้ ส่วนอีกหลังหนึ่งถอดพิงไว้ในบ้าน และที่บ้านหลังใหญ่ในห้องนอนที่ 1 พบพรม 3 ผืน เตียงกางไว้ 1 หลัง และเตียงถอดทิ้งไว้อยู่ข้างฝา 1 หลัง ห้องนอนที่ 2 พบพรม 3
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง