ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 281/2539

หลักกฎหมาย

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าคำสั่งของจำเลยที่2ที่อนุมัติให้จ่ายเงินรางวัลตามบันทึกเสนอของจำเลยที่5เป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายจำเลยทั้งห้าสิบเจ็ดจึงต้องคืนเงินรางวัลแก่โจทก์ตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนรับไปสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามฟ้องจึงตั้งฐานมาจากคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่2แม้โจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยแต่ละคนมีจำนวนเงินที่แน่นอนแต่โจทก์ก็ยังมีคำขอให้จำเลยที่2และที่5ร่วมกันชดใช้เงินรางวัลทั้งหมดแทนจำเลยอื่นทั้งศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้จำเลยที่2และที่5ร่วมกันชดใช้แทนจำเลยอื่นด้วยจำเลยทุกคนจึงมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีอันมีทุนทรัพย์ทั้งหมดตามที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยทุกคนอุทธรณ์ของจำเลยที่50ถึงที่57จึงมิใช่อุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย อุทธรณ์ที่ว่าอำนาจการสั่งจ่ายเงินรางวัลเป็นอำนาจโดยเฉพาะตัวของอธิบดีเป็นอำนาจทางด้านการบริหารราชการและเป็นอำนาจเด็ดขาดของอธิบดีไม่อาจถูกเพิกถอนได้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเป็นข้อกฎหมายซึ่งหาได้ต้องห้ามอุทธรณ์แต่อย่างใดไม่ ระเบียบกรมศุลกากร ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลพ.ศ.2517ข้อ4(1),6(5)ออกโดยมาตรา102ตรีแห่งพระราชบัญญัติ ศุลกากรพ.ศ.2469หาเป็นเงื่อนไขเด็ดขาดที่จะต้องงดการจ่ายเงินรางวัลดังเช่นที่กำหนดไว้ในข้อ11และข้อ12แห่งระเบียบดังกล่าวข้างต้นไม่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่ามีการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรหรือของต้องห้ามต้องกำจัดในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรอันมีผลทำให้มีการจ่ายเงินรางวัลตามระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัลพ.ศ.2517ข้อ4(1)และจำเลยที่2ซึ่งใช้อำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรพิจารณาสั่งให้จ่ายเงินรางวัลโดยไม่ปรากฎว่าจำเลยที่2ได้พิจารณาเห็นว่าความผิดที่เกิดขึ้นเป็นความผิดซึ่งตามปกติวิสัยย่อมจะตรวจพบอยู่แล้วคำสั่งให้จ่ายเงินรางวัลของจำเลยที่2จึงหาเป็นคำสั่งที่ผิดต่อระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัลพ.ศ.2517ดังที่โจทก์อ้างในฟ้องไม่จำเลยที่1ถึงที่57จึง ไม่ต้องคืน เงินรางวัลแก่โจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ ฟ้อง และ แก้ไข คำฟ้อง ว่า เมื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2528 ได้ มีผู้นำ เข้า สินค้า ตาม ใบตราส่ง สินค้า ระบุ จำนวน สินค้า 1,923 หีบ ห่อสินค้า ที่ นำเข้า บางส่วน เป็น ของ ต้อง กำจัด เจ้าหน้าที่ ผู้ทำการ ยึดสินค้า ดังกล่าว จะ ไม่มี สิทธิ ได้รับ เงินรางวัล ตาม หลักเกณฑ์ ที่ กำหนดไว้ ใน ระเบียบ ศุลกากร ว่าด้วย การ จ่ายเงิน สินบน และ รางวัล พ.ศ. 2517ต่อมา วันที่ 18 ตุลาคม 2528 จำเลย ที่ 8 ซึ่ง ขณะ นั้น ดำรง ตำแหน่งสารวัตร ศุลกากร 7 กับพวก รวม 13 คน ได้ จับกุม และ ยึด สินค้าดังกล่าว โดย กล่าวหา ว่า เป็น ของ ต้อง กำจัด วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2529จำเลย ที่ 4 ซึ่ง ขณะ นั้น ดำรง ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ กอง ตรวจ สินค้าขาเข้า ได้ อนุมัติ เบิกเงิน รางวัล เพื่อ จ่าย ให้ แก่ ผู้จับกุม นำ เสนอต่อ โจทก์ โดย ผ่าน จำเลย ที่ 5 ซึ่ง ขณะ นั้น ดำรง ตำแหน่ง เป็น ผู้อำนวยการกองคดี ที่ ทราบ ดี อยู่ แล้ว ว่า กรณี เช่นนี้ เป็น เรื่อง ต้อง งด จ่ายเงินรางวัล เพราะ เป็น การ ตรวจ พบ ตาม ปกติ วิสัย กลับ ทำ ความเห็นเสนอ ต่อ จำเลย ที่ 2 ซึ่ง ขณะ นั้น ดำรง ตำแหน่ง รองอธิบดี ปฏิบัติ ราชการแทน อธิบดี จำเลย ที่ 1 เห็นควร อนุมัติ ให้ จ่ายเงิน รางวัล ได้ เป็นเหตุให้ โจทก์ ได้รับ ความเสียหาย จ่ายเงิน รางวัล ไป 5,583,805.20 บาทโดย จำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด และ ผู้มีชื่อ อีก 5 คน ได้รับ ไป โจทก์ ได้ แจ้งให้ จำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด คืนเงิน ตาม ส่วน ที่ รับ ไป แก่ โจทก์ เป็น เงินจำนวน 5,475,905.60 บาท แต่ จำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด เพิกเฉย จำเลย ที่ 2และ ที่ 5 ซึ่ง เป็น ผู้กระทำ ละเมิด จึง ต้อง รับผิด ชดใช้ เงิน จำนวนดังกล่าว พร้อม ดอกเบี้ย ระหว่าง ผิดนัด อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับตั้งแต่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2529 ซึ่ง เป็น วันที่ โจทก์ จ่ายเงินรางวัล ไป จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ ขอให้ เพิกถอน คำสั่ง ให้ จ่ายเงิน รางวัลของ จำเลย ที่ 2 และ บังคับ ให้ จำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด คืนเงิน ตาม ส่วนที่ รับ ไป พร้อม ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับ จาก วันฟ้องไป จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ หาก คืน ไม่ได้ ให้ จำเลย ที่ 2 และ ที่ 5ร่วมกัน ชดใช้ แทน โดย ให้ ชำระ ดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปีนับแต่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2529 ไป จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์ จำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด ให้การ ว่า การ จับกุม สินค้า ราย พิพาท นี้เป็น การปฏิบัติหน้าที่ โดยชอบ ด้วย ระเบียบ คำสั่ง และ กฎหมาย ศุลกากรและ ไม่ใช่ เป็น การ ตรวจ พบ โดยปกติ วิสัย อัน จะ ทำให้ ต้อง งด จ่ายเงิน รางวัลจำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด เป็น เจ้าพนักงาน ศุลกากร มีอำนาจ ที่ จะ จับกุมและ ยึด สินค้า ผิด กฎหมาย สินค้า ที่ ห้าม นำเข้า หรือ ต้อง กำจัด การ นำเข้าได้ ทันที หา จำต้อง รอ ให้ ผู้นำ เข้า ดำเนินการ เสีย ภาษี ศุลกากรหรือ รอ ให้ สินค้า นั้น ตกเป็น ของ ตก ค้าง ตาม ฟ้องโจทก์ เสีย ก่อน ไม่อำนาจ การ สั่งจ่าย เงินรางวัล เป็น อำนาจ ของ อธิบดี กรมศุลกากรที่ จะ ใช้ ดุลพินิจ สั่งการ ตาม หลัก บริหาร ราชการ เป็น อำนาจ เด็ดขาดไม่ ปรากฎ ว่า เป็น การกระทำ โดยทุจริต หรือ ประมาท เลินเล่อ โจทก์จึง ไม่มี อำนาจฟ้อง เพิกถอน คำสั่ง ที่ อนุมัติ ให้ จ่ายเงิน รางวัล ได้ขอให้ ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว พิพากษา ให้ จำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด คืนเงินแก่ โจทก์ ดังนี้ จำเลย ที่ 1 จำนวน 211,752.98 บาท จำเลย ที่ 2 จำนวน200,973.02 บาท จำเลย ที่ 3 จำนวน 200,963.02 บาท จำเลย ที่ 4ถึง ที่ 6 จำนวน คน ละ 190,173.06 บาท จำเลย ที่ 7 จำนวน 168,593.14 บาทจำเลย ที่ 8 และ ที่ 9 จำนวน คน ละ 179,383.10 บาท จำเลย ที่ 10ถึง ที่ 13 จำนวน คน ละ 168,593.14 บาท จำเลย ที่ 14 ถึง ที่ 20 จำนวนคน ละ 157,803.18 บาท จำเลย ที่ 21 จำนวน 86,319.68 บาท จำเลย ที่ 22ถึง ที่ 27 จำนวน คน ละ 75,529.72 บาท จำเลย ที่ 28 ถึง ที่ 43 จำนวน คน ละ64,739.76 บาท จำเลย ที่ 44 ถึง ที่ 49 จำนวน คน ละ 53,949.80 บาทจำเลย ที่ 50 ถึง 56 จำนวน คน ละ 10,789.96 บาท และ จำเลย ที่ 57จำนวน 10,789.96 บาท (ที่ ถูก เป็น 10,790.56 บาท )พร้อม ด้วยดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับ ถัด จาก วันฟ้อง จนกว่า จะ ชำระเสร็จ แก่ โจทก์ หาก คืน ไม่ได้ ให้ จำเลย ที่ 2 และ ที่ 5 ร่วมกัน ชดใช้ แทนให้ แก่ โจทก์ พร้อม ด้วย ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับ ถัดจาก วันฟ้อง จนกว่า จะ ชำระ เสร็จ แก่ โจทก์ ให้ จำเลย ที่ 2 และ ที่ 5ร่วมกัน ชำระ ดอกเบี้ย ใน อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อ ปี ของ ต้นเงิน จำนวน5,475,905.60 บาท นับแต่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2529 ถึง วันฟ้องเป็น เงิน 1,338,174.43 บาท ให้ แก่ โจทก์ คำขอ อื่น ให้ยก จำเลย ทั้ง ห้า สิบ เจ็ด อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ จำเลย ที่ 2 คืนเงิน แก่ โจทก์จำนวน 200,963.02 บาท นอกจาก ที่ แก้ คง ให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 281/2539 · ทนอย Thanoy