คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 2811/2565
หลักกฎหมาย
คำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ว่า ห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง คดีฟ้องขับไล่จึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย โดยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองหากเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง ดังนั้น การฟ้องขับไล่โดยมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีนั้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 จำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปโดยยื่นฎีกาได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากห้องชุดเลขที่ 25/57 อาคารชุด อ. ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 และส่งมอบห้องชุดดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดของโจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 25/57 อาคารชุด อ. ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 คืนแก่จำเลยทั้งสอง หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ กับให้โจทก์ส่งมอบหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทฉบับเจ้าของห้องชุดแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดเลขที่ 25/57 ชั้นที่ 23 อาคารชุด อ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 11/2536 ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 7475, 7477, 40551 ถึง 40555 พร้อมส่งมอบห้องชุดพิพาทคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 75,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กันยายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องชุดพิพาทจนเสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนฟ้องแย้งให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาถึงวันที่ 2 มกราคม 2566 เมื่อครบกำหนดแล้วปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้เพื่อการนั้น เป็นการทิ้งฎีกาในส่วนฟ้องแย้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 ให้จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งออกจากสารบบความศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เนื่องจากในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย หมายเลขแดงที่ ล.1656/2562 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แถลงขอเข้าว่าคดีเฉพาะส่วนฟ้องแย้งซึ่งเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เข้ามาในคดีส่วนฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ในส่วนฟ้องขับไล่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 โดยตรง จึงไม่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 จะดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 (3) ให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นฟ้องขับไล่ นั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์มีคำขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากห้องชุดพิพาทและเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ว่า ห้องชุดพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสอง คดีฟ้องขับไล่จึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์อันเป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย โดยหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยทั้งสองหากเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในห้องชุดพิพาท โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทคืนแก่จำเลยทั้งสองตามฟ้องแย้ง ดังนั้น การฟ้องขับไล่โดยมีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ห้องชุด จึงเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีนั้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปโดยยื่นฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง