คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 2813/2537
หลักกฎหมาย
ส.ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่1โดยส.มีเจตนาจะไปทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อการซื้อขายรายนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ นิติกรรมซื้อขายย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทจึงเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของ ส. อันเป็นการยึดถือที่ดินพิพาทแทน ส. มิใช่ยึดถือในฐานะเป็นเจ้าของแม้จะครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาเกินสิบปี จำเลยที่ 1ก็มิได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แม้จำเลยที่ 1 จะให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การว่า จำเลยที่ 1ปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 ไม่จำต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป แต่ศาลชั้นต้นมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย และจำเลยที่ 1 มิได้ยกข้อนี้ขึ้นอุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของจ่าสิบเอกสนิท ประยงค์ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2522 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 23813 ซอยลาดพร้าว 110 ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิกรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 48 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 79/2ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นของจ่าสิบเอกสนิทจ่าสิบเอกสนิทกับนางสุนีย์ ประยงค์ ซึ่งเป็นภริยา และโจทก์ได้อาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวตลอดมา หลังจากจ่าสิบเอกสนิทถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพี่ของจ่าสิบเอกสนิทได้ขอยืมโฉนดที่ดินเลขที่ 23813 จากโจทก์โดยอ้างว่า เพื่อนำไปตรวจสอบเลขที่ดินโฉนดที่ดินข้างเคียงแล้วไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ ต่อมาในปี 2528 จำเลยทั้งสองซึ่งมีที่ดินติดต่อกันได้ร่วมกันสร้างอาคารคอนกรีต 2 ชั้น เลขที่ 79/25 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 23813 ของโจทก์และทำรั้วคอนกรีตล้อมอาคารที่สร้างขึ้นดังกล่าวซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 24 ตารางวา โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าบ้าน โจทก์ได้ห้ามปรามไม่ให้จำเลยทั้งสองสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่นำพา เป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะทายาทของจ่าสิบเอกสนิทได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 23813ตำบลวังทองหลาง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารรั้วคอนกรีตและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลภายนอกทำการรื้อถอนอาคาร รั้วคอนกรีตและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันออกค่าใช้จ่าย จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2522จ่าสิบเอกสนิทได้ติดต่อจำเลยที่ 1 เพื่อยืมเงินไปไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารทหารไทย จำกัด และประสงค์จะแบ่งขายที่ดินที่อยู่อาศัยส่วนหนึ่งที่เป็นบ่อให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ตกลงต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2522 จ่าสิบเอกสนิทได้รับเงินไปจัดการไถ่ถอนจำนองและรับว่าจะนำโฉนดที่ดินเลขที่ 23813 มามอบให้แก่จำเลยที่ 1 ยึดถือไว้เพื่อจะได้จัดการขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินต่อไปภายหลังที่ไถ่ถอนจำนองเสร็จเรียบร้อย ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2522จ่าสิบเอกสนิทได้ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1พร้อมทั้งได้ช่วยจัดการวัดระยะกำหนดแนวเขตแบ่งแยกที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 24 ตารางวา จำเลยที่ 1 จึงได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2522 เป็นต้นมา โดยจำเลยที่ 1ได้ครอบครองที่ดินตามแนวรั้วคอนกรีตเส้นสีเขียวตามแผนผังท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 1 เป็นการครอบครองด้วยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปีที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทตามแนวรั้วคอนกรีตเส้นสีเขียวตามแผนผังสังเขปท้ายคำให้การและฟ้องแย้งหมายเลข 1 เนื้อที่ประมาณ 24 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์เข้ามาเกี่ยวข้อง และให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งแยกโฉนดที่ดินแล้วใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 23813 เฉพาะส่วนที่จำเลยทั้งสองครอบครอง จำนวนเนื้อที่ประมาณ 24 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทั้งสองด้วยการครอบครองปรปักษ์แล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า หลังจากจ่าสิบเอกสนิทถึงแก่กรรมจำเลยที่ 1 ได้มาขอยืมโฉนดที่ดินพิพาทไปจากโจทก์และได้ยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิ แต่โจทก์ยังครอบครองทำประโยชน์ตลอดจนใช้เป็นทางเดินเข้าออกบ้านของโจทก์เรื่อยมาจนถึงปี 2528 จำเลยที่ 1จึงได้ทำรั้วคอนกรีตและสร้างอาคาร 2 ชั้น ปิดกั้นทางเดินการปลูกสร้างอาคารดังกล่าวซึ่งเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์นั้นเกิดขึ้นภายหลังจากจ่าสิบเอกสนิท ประยงค์ถึงแก่กรรมแล้ว ทั้งโจทก์และนางสุนีย์ได้คัดค้านแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยที่ 1 เข้าแย่งการครอบครองนับถึงวันฟ้อง ยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 23813 ตามฟ้องแก่โจทก์คำขอนอกจากนี้ให้ยกให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จ่าสิบเอกสนิท ประยงค์ พันตำรวจโทเสนอ ประยงค์ และจำเลยที่ 1เป็นพี่น้องกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องโต โจทก์เป็นบุตรของพันตำรวจโทเสนอ พันตำรวจโทเสนอได้ยกโจทก์ซึ่งมีชื่อเล่นว่า"เป้า" ให้เป็นบุตรบุญธรรมของจ่าสิบเอกสนิทเมื่อวันที่29 มก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง