ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2566

ฎีกาที่ 282/2566

หลักกฎหมาย

โจทก์ร่วมหลงเชื่อตามที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงจึงไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง แม้ผู้รับโอนจะไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้หลอกลวง แต่การที่ ฐ. ได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ร่วม จึงเป็นการได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงให้ทำเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 341 ไม่ใช่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจาก ฐ. จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นของโจทก์ร่วมให้แก่โจทก์ร่วม หากจำเลยที่ 1 คืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างส่วนที่เป็นของโจทก์ร่วมไม่ได้ จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ราคาแทนให้แก่โจทก์ร่วม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 266, 268, 341 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านในส่วนของผู้เสียหายคืนให้แก่ผู้เสียหาย หากดำเนินการไม่ได้ให้ชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวปรียนันท์ ผู้เสียหาย โดยพันตำรวจเอกชนชัย ผู้พิทักษ์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 341 (ที่ถูก มาตรา 341 (เดิม)) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุก 1 ปี ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานฉ้อโกง คงจำคุก 9 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 15 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากดำเนินการไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,693,440 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 1,398,388 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 59402 พร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของโจทก์ร่วมคืนให้แก่โจทก์ร่วม หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,693,480 (ที่ถูก 1,693,440) บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษในความผิดฐานฉ้อโกงจำคุก 9 เดือน และฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมจำคุก 4 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงและความผิดฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินอันเป็นเอกสารปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่กำหนดโทษไว้หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี 6 เดือน ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นอันระงับไปเนื่องจากโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์แล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 1 จึงหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้จะมิได้ว่ากล่าวกันมาก่อน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เช็ค ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินเป็นการชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอะพาร์ตเมนต์ให้แก่โจทก์ร่วมแล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ฉ้อโกงโจทก์ร่วมโดยหลอกลวงว่าจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า ในวันที่ 8 กันยายน 2560 โจทก์ร่วมได้ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แล้ว ย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันระงับไปด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โจทก์ร่วมแสดงเจตนาโดยระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะถอนคำร้องทุกข์เฉพาะแต่ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดฐานฉ้อโกงด้วย ดังนั้น ไม่ว่าความผิดฐานฉ้อโกงจะเป็นกรรมเดียวกันหรือต่างกรรมกันกับความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนามิให้มีการใช้เงินตามเช็ค ก็หาใช่ข้อสาระสำคัญไม่ โดยยังคงต้องถือว่าโจทก์ร่วมประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกงอยู่ต่อไปสิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงจึงยังไม่ระงับไปด้วยการถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง