ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 2825/2565

หลักกฎหมาย

จำเลยเปิดบริษัท ท. ประกอบกิจการอันเป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ อันเป็นข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้น การที่จำเลยถูกริบหุ้นนำออกขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กฎผู้ถือหุ้น ข้อ 6. ระบุถึงผลแห่งการที่ผู้ถือหุ้นทำการก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกันกับบริษัทซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายว่า ผู้ถือหุ้นดังกล่าวยินยอมให้ริบหุ้นส่วนทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ และหรือความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินได้ซึ่งความเสียหายประเภทนี้จะใช้การคาดการณ์ความเสียหายเป็นมูลค่าแทน ข้อตกลงเช่นนี้เป็นการกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้นเหตุหมดสิทธิจากบริษัทอันเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเมื่อผู้ถือหุ้นนั้นล่วงละเมิดข้อตกลงในระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันที่จะไม่กระทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัท ซึ่งเป็นข้อตกลงที่เกิดจากความสมัครใจและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่ตกเป็นโมฆะ สามารถใช้บังคับได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,496,905.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ริบหุ้นของจำเลย หมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 916,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบหุ้นของจำเลย หมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมายนำเงินมาชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ ผสมหรือแบ่งบรรจุหรือผลิตน้ำยาล้างทำความสะอาดผิวโลหะหรือน้ำยาเคลือบผิวโลหะ มีนายสรธภพผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นกรรมการมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ 60,000 หุ้น เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2547 ผู้ถือหุ้นและบริษัทโจทก์ร่วมกันทำข้อตกลงเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของผู้เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการบริษัท การถอนหุ้น ตลอดจนการห้ามผู้ถือหุ้นทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ ซึ่งอาจทำให้บริษัทโจทก์ได้รับความเสียหาย รวมทั้งบทลงโทษสำหรับผู้ถือหุ้นที่ฝ่าฝืน กฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ตามกฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์ ข้อ 6 ระบุว่า ผู้ถือหุ้นท่านใดกระทำการแข่งขันรวมถึงสนับสนุนบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งของบริษัทและหรือก่อตั้งบริษัทซึ่งกระทำธุรกิจประเภทเดียวกับบริษัท ซึ่งส่งผลให้บริษัทเกิดความเสียหายทั้งทางตรงและหรือทางอ้อม ทั้งปัจจุบันและอนาคตถือว่าผู้ถือหุ้นท่านนั้นหมดสิทธิจากสภาพการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท รวมถึงยินยอมให้ริบหุ้นทั้งหมดที่ครอบครองอยู่และยินยอมชดใช้ค่าปรับอีกหนึ่งร้อยเท่าของความเสียหายที่ประเมินได้ ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 จำเลยจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ท. มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายมีรายได้ลดลงเพียงใด เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้ว หุ้นซึ่งจำเลยถือทั้งหมดมูลค่า 600,000 บาท น่าจะพอสมควรแก่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับ จึงให้ริบหุ้นทั้งหมดของจำเลยเพียงประการเดียว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1143 บัญญัติห้ามมิให้บริษัทจำกัดเป็นเจ้าของถือหุ้นตนเอง จึงให้ริบหุ้นของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดตามกฎหมาย และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบหุ้นของจำเลยหมายเลขหุ้น 142501 ถึง 202500 จำนวน 60,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดตามกฎหมายนำเงินมาชำระแก่โจทก์ โดยจำเลยไม่ต้องชำระเงินตามมูลค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์ไม่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แสดงว่า โจทก์พอใจในจำนวนค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโดยพิจารณาตามมูลค่าหุ้นของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า การเปิดบริษัท ท. ของจำเลย เป็นการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ตามข้อห้ามที่ระบุในกฎผู้ถือหุ้นของบริษัทโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยเปิดบริษัทใหม่เป็นการประกอบอาชีพโดยสุจริตเพราะกรรมการบริษัทโจทก์ทำการทุจริตปลดจำเลยออกจากการเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ เป็นเหตุให้จำเลยไม่มีรายได้ใด ๆ การที่ลูกค้าบริษัทโจทก์มาซื้อสินค้าจากบริษัทจำเลยเพราะทราบเรื่องความขัดแย้งกันในบริษัทโจทก์ จึงประสงค์เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนการค้าของจำเลย มิใช่เกิดจากการที่จำเลยทำการค้าขายแข่งขันกับบริษัทโจทก์ ปัญหานี้โจทก์มีนายสรธภพผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ จำเลยก่อตั้งบริษัท ท. มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการจำหน่ายสารเคมีและผลิตภัณฑ์เคมี ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์เป็นอย่างเดียวกับโจทก์ เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันทางธุรกิจการค้ากับโจทก์ บุคคลทั่วไปที่จำเลยค้าขายด้วยเข้าใจว่าเป็นสินค้าของบริษัทโจทก์ จำเลยขายสินค้าของบริษัท ท. ของจำเลยให้แก่ลูกค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยจำเลยให้การรับว่าบุคคลที่ติดต่อค้าขายกับจำเลยส่วนใหญ่ต่างทราบเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์และ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2825/2565 · ทนอย Thanoy