คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 2844/2546
หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123 กำหนดข้อยกเว้นให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับไว้ใน (1) ถึง (5) แต่ก็มิได้หมายความว่า นอกจากข้อยกเว้นดังกล่าวแล้วนายจ้างไม่อาจเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเพราะเหตุอื่น ๆ ได้อีก หากนายจ้างมีเหตุผลที่จำเป็นไม่ว่าจะเกิดจากนายจ้างหรือลูกจ้าง นายจ้างก็ย่อมมีสิทธิที่จะเลิกจ้างลูกจ้างได้ ปรากฏว่าผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นลูกจ้างโจทก์ตามสัญญาจ้างชั่วคราวอันเป็นนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีลูกจ้างในโครงการประมาณ 500คน เมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง โจทก์บรรจุลูกจ้างดังกล่าวเป็นพนักงานประจำประมาณ350 คน และโจทก์ตั้งคณะทำงานโดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อบรรจุลูกจ้างที่เหลือ แต่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดไม่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว โจทก์ย่อมมีเหตุผลและความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเลิกจ้างลูกจ้างคนอื่น ๆ ที่ไม่ผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย การที่โจทก์เลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดจึงมิใช่เป็นเพราะสาเหตุจากการที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา หรือเพราะเหตุที่ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น ไม่ถือว่าโจทก์มีเจตนากลั่นแกล้งเลิกจ้างผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด แต่เป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลและจำเป็นมิใช่การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 โจทก์ได้จัดตั้งองค์การค้าของคุรุสภาขึ้นมาเพื่อประกอบกิจการค้า จัดพิมพ์ จำหน่ายหนังสือแบบเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การศึกษาทุกชนิด จำเลยทั้งเก้าเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เมื่อเดือนเมษายน 2539 องค์การค้าของคุรุสภาโดยนายสมมาตร์มีศิลป์ ผู้อำนวยการ ขณะนั้นมีนโยบายช่วยเหลือบุตรและญาติของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาให้มีงานทำ จึงเปิดรับสมัครบุตรและญาติของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาเข้าทำงานโครงการชั่วคราวมีกำหนดเวลา 1 ปี โดยเปิดรับสมัครเป็นการภายในเมื่อครบ 1 ปีจะได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเภท 1 โดยมีผู้สมัครประมาณ 500 คน และได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประเภท 1 จำนวน 400 คน เหลือที่ยังไม่ได้รับการบรรจุราว 100 คน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาได้ประชุมร่วมกับกรรมการสหภาพแรงงานพิจารณาหลักเกณฑ์การบรรจุเจ้าหน้าที่โครงการเป็นเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภา และองค์การค้าของคุรุสภากับกรรมการสหภาพแรงงานได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาบรรจุไว้ 5 ข้อ คือ 1. อายุไม่เกิน 35 ปี 2. หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดประเมินผลงานผ่าน 3. ลาไม่เกิน 15 วัน ต่อปี 4. ต้นสังกัดต้องการอัตราและแสดงเหตุผลโดยสามารถระบุรายละเอียดลักษณะงานอย่างชัดเจนของอัตรากำลังที่ต้องการ 5. เจ้าหน้าที่โครงการที่ได้รับเงินเดือนเกินวุฒิการศึกษา จะพิจารณาวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานและความจำเป็นของตำแหน่งงานในวุฒินั้น ๆ ซึ่งมีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 101 คน และได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำโดยมีผู้ไม่ผ่าน 52 คน องค์การค้าของคุรุสภาจึงได้เลิกจ้างผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2542 โดยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ ต่อมามีผู้ที่ถูกเลิกจ้าง 12 คนได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่าถูกเลิกจ้างในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับอยู่ เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำวินิจฉัยว่า การเลิกจ้างนางสาวสุชาดา บางพลับ นางภักจิรา ทองประจักษ์ นางสาวมริสา กันหมู่ร้าย นายพงษ์ศักดิ์ เรืองรอง นางสาวงามตา ปลุกอร่าม นางสาวสกุลตลา ณ ป้อมเพ็ชร และนางสาวสมสวย เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ด เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123 โดยให้องค์การค้าของคุรุสภารับผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันถูกเลิกจ้างถึงวันรับกลับเข้าทำงาน โดยให้ปฏิบัติตามคำสั่งภายใน 10 วัน ตามคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 449-455/2544 โจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การเลิกจ้างมิได้เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมไม่ฝ่าฝืนกฎหมายการเลิกจ้างเป็นไปตามสัญญาจ้างและข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยเป็นการจ้างให้ทำงานในโครงการชั่วคราวมีกำหนดเวลา 1 ปี เมื่อครบ 1 ปี อาจได้รับการบรรจุหรือไม่ก็ได้ ตามสัญญาจ้างไม่ได้กำหนดให้องค์การค้าของคุรุสภาจะต้องบรรจุลูกจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์เมื่อครบกำหนด 1 ปีแต่อย่างใด การรับลูกจ้างเข้าทำงานเป็นโครงการช่วยเหลือญาติและครอบครัวของเจ้าหน้าที่องค์การค้าของคุรุสภาเพียงชั่วคราว จึงไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เอาไว้ขณะที่รับลูกจ้างเข้ามาทดลองงาน ซึ่งเมื่อครบ 1 ปี ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานก็ได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ประจำประมาณ 400 คน วันที่ 5 มีนาคม 2542 องค์การค้าของคุรุสภาและสหภาพแรงงานได้ประชุมตกลงกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อใช้พิจารณาบรรจุลูกจ้างในโครงการช่วยเหลือชั่วคราวให้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำ จึงถือว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างทั้งหมดรวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย เมื่อองค์การค้าของคุรุสภาใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อพิจารณาบรรจุลูกจ้างชั่วคราวเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของคุรุสภา ก็มีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 101 คน ไม่ผ่าน 52 คน รวมทั้งผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดด้วย ผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา เพราะตามระเบียบขององค์การค้าของคุรุสภา ลูกจ้างจะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการบรรจุโดยผ่านการทดลองงานแล้วเท่านั้น และผู้กล่าวหาทั้งเจ็ดก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างในขณะที่ข้อตกลงยังมีผลใช้บังคับอยู่ นอกจากนี้สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อลูกจ้างไม่ทำงานให้สมกับค่าตอบแทนนายจ้างย่อมเลิกจ้างได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง