คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2537
ฎีกาที่ 2860/2537
หลักกฎหมาย
ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 เมื่อการก่อสร้างใดฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองรื้อถอนสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วนได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเฉพาะผู้กระทำผิดเท่านั้นแต่หมายความรวมถึงเจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งก่อสร้างที่ก่อสร้างฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวด้วย และการที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ไม่เสร็จในสามสิบวัน กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติไว้ว่ามีผลเป็นประการใด แสดงว่าไม่มีบทบังคับ จึงไม่ทำให้อำนาจวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในการที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์หมดไปคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังคงมีอำนาจที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์อยู่ หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ล่าช้ามีผลเพียงให้ผู้อุทธรณ์มีอำนาจเสนอคดีต่อศาลได้ทันทีเมื่อพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันโดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยตามขั้นตอน หาใช่ไม่มีสภาพบังคับแต่อย่างใดไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารตึก 3 ชั้น เลขที่ 120/430 โดยรับโอนกรรมสิทธิ์มาจากบริษัทภูมิภวัน จำกัด ผู้ขายเมื่อเดือนเมษายน 2530เจ้าพนักงานท้องถิ่น เขตพญาไท มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการก่อสร้างดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคารหรือให้ระงับการรื้อถอนอาคารและสั่งให้โจทก์รื้อถอนอาคารของโจทก์ดังกล่าวโดยส่งคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติในสามสิบวันอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ก่อสร้างดัดแปลงอาคารตึกเลขที่ 120/430 ครั้นวันที่ 29 มิถุนายน 2530 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่มีจำเลยเป็นประธาน จำเลยและพวกมีคำวินิจฉัยฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2531 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์มิใช่ผู้กระทำการก่อสร้างหรือต่อเติมอาคารแต่ประการใดอาคารของโจทก์ไม่เป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินตามเงื่อนไขของกฎหมาย และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างอำนาจตามมาตรา 40 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับแก่โจทก์ ทั้งจำเลยกับพวกรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2530แต่กลับใช้อำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ในวันที่ 3 ตุลาคม 2531 เกินกว่าระยะเวลาสามสิบวันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 52 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่เกินกำหนดเวลาสามสิบวัน เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 มาตรา 181 วรรค 2 ถือว่าคำวินิจฉัยของจำเลยกับพวกเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยกับพวก จำเลยให้การว่า อาคารตึก 3 ชั้น ของโจทก์ก่อสร้าง โดยไม่มีที่ว่างด้านหน้าอาคารขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 76(3) โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารตึก 3 ชั้น เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2526 ระหว่างที่พระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ใช้บังคับ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และการฝ่าฝืนกฎหมายข้างต้นโจทก์ไม่สามารถแก้ไขเพื่อขอรับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น จึงต้องรื้อถอนตามมาตรา 42 การใช้อำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยกับพวกเกินกำหนดสามสิบวันเป็นเพียงเหตุให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ทันที คำวินิจฉัยของจำเลยชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนซื้อที่ดินและอาคารพิพาทเป็นตึกแถว 3 ชั้น เลขที่ 120/430เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2526 หลังจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 ใช้บังคับแล้ว อาคารพิพาทก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นการก่อสร้างลงบนที่ว่างด้านหน้าอาคารตึกแถว 3 ชั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างตามเอกสารหมาย ล.2 ด้านหน้าอาคารพิพาทติดฟุตบาทไม่มีที่ว่าง เจ้าพนักงานท้องถิ่น เขตพญาไท มีคำสั่งลงวันที่20 เมษายน 2530 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกให้โจทก์ระงับการก่อสร้างดัดแปลงอาคารดังกล่าวทันที ฉบับที่ 2 ให้โจทก์รื้อถอนอาคารพิพาทส่วนที่ก่อสร้างดัดแปลงอาคารออกทั้งหมด ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7โจทก์รับคำสั่งแล้วอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งมีจำเลยเป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ และแจ้งโจทก์ทราบแล้วตามเอกสารหมาย จ.9และ จ.10 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ ประการแรกว่าคำฟ้องของโจทก์ตั้งแต่ ข้อ 4.1 ถึง 4.6 ที่อ้างเหตุต่าง ๆ ว่าโจทก์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จำเลยไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารพิพาท และจำเลยไม่ได้ให้การโต้เถียงเหตุผลของโจทก์ในส่วนใหญ่ เพียงแต่ให้การตั้งประเด็นขึ้นใหม่ว่าโจทก์เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารพิพาทต้องผูกพันตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 จึงต้องถือตามหลักกฎหมายว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อ 4.1 ถึง 4.6 นั้น เห็นว่า จำเลยให้การถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ สรุปได้ว่าอาคารพิพาทปลูกสร้างขัดต่อข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 โจทก์เป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารพิพาท หลังจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522ใช้บังคับ จึงต้องผูกพันตามกฎหมายดังกล่าว เป็นการแก้ข้อกล่าวหาของโจทก์ทุกข้อชัดแจ้งแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อ 4.1 ถึง 4.6 ตามที่โจทก์ฎีกา และที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีหน้าที่ตามกฎหมาย คือการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ ไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ความ จึงไม่มีสิทธิยกเหตุผลของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ว่าอาคารพิพาทเป็นอาคารที่ต้องถูกรื้อถอนตามกฎหมายหรือไม่ ขึ้นมากล่าวอ้าง เพราะเป็นการโต้เถียงแทนเจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้นเห็นว่าการที่จำเลยพิจารณาข้ออ้างต่าง ๆ ของโจทก์ประกอบเหตุผลของเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงแล้ววินิจฉัยอุทธรณ์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง