ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 2862/2565

หลักกฎหมาย

จำเลยกับพวกต่างทราบดีอยู่แล้วว่าเงินที่ต่างเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้มาจากการค้ายาเสพติด โดยจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำการเพื่อโอนและรับโอนเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดนั้นด้วยเจตนาปกปิดแหล่งที่มาของเงินดังกล่าว อันเป็นการฟอกเงิน ด้วยการใช้บัญชีเงินฝากของ ท. ม. ส. อ. และ ว. เพื่อโอนและรับโอนเงิน แล้วจำเลยรวบรวมเงินที่ได้รับมาไปมอบให้แก่กลุ่มผู้ค้ายาเสพติด จึงต้องถือว่าการที่ ท. ม. ส. อ. และ ว. ฟอกเงินด้วยการโอนและรับโอนเงินที่ได้มาดังกล่าวเป็นการกระทำของจำเลยด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 9, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 100 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 66 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1) (2), 9 วรรคสอง, 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะตามฟ้องข้อ 1.1 และข้อ 1.10 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.9 และข้อ 1.11 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2561 เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกันจับกุมนายคชา ตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการในข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และได้มีการสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมนายไพบูลย์ นายสิทธิพงค์ และนางสาวสุชาดา โดยกล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 61,054 เม็ด และชนิดเกล็ดน้ำหนักประมาณ 589 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง กับทรัพย์สินอื่นหลายรายการเป็นของกลาง และวันที่ 2 เมษายน 2561 จับกุมนายอภิชิต และนายรณชัย ด้วยข้อกล่าวหาเดียวกัน พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 1,832 เม็ด ที่แตกหักเป็นซีกและป่นน้ำหนักประมาณ 10 กรัม และชนิดเกล็ด 4 ซอง น้ำหนักประมาณ 37 กรัม เป็นของกลาง นางสาวทับทิม มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 024-3-67xxx-x นางสาวเมวิกา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 024-1-72xxx-x นางสาวสุกัญญา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 017-1-87xxx-x นางสาวอภิญญา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 271-2-17xxx-x นางสาวเมวิสา มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 030-3-38xxx-x ส่วนจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 176-2-55xxx-x ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย นางสาวทับทิม และนางสาวเมวิกา โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามบันทึกการจับกุม ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยกับพวกสมคบกันกระทำความผิดฐานฟอกเงินและร่วมกับนางสาวทับทิม นางสาวเมวิกา นางสาวสุกัญญา นางสาวอภิญญา และนางสาวเมวิสากระทำความผิดฐานฟอกเงินตามที่ได้สมคบกัน อันเป็นความผิดหลายกรรมตามฟ้องนั้น โจทก์มีพันตำรวจโทอุดมรัตน์ รองผู้กำกับการ กองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด เป็นพยานเบิกความถึงพฤติการณ์ก่อนจับกุมจำเลยว่า สืบเนื่องมาจากหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายคชาแล้ว พยานได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายคชาพบข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์เรื่องนัดหมายส่งมอบยาเสพติดกัน จึงขยายผลการสอบสวนจนเจ้าพนักงานตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายไพบูลย์ นายสิทธิพงค์ นายอภิชิต และนายรณชัยได้พร้อมของกลางหลายรายการ และจากการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายไพบูลย์ยังพบข้อความสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์แจ้งหมายเลขบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมให้สมาชิกในกลุ่มไลน์ทราบจึงดำเนินการสืบสวนต่อมา และจากการสืบสวนต่อมาพบว่ามีกระแสเงินหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากของนางสาวทับทิมและนางสาวเมวิกาจำนวนมาก โดยเป็นการรับโอนเงินจากที่ต่าง ๆ และเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารสาขาต่าง ๆ ในตัวอำเภอแม่สายซึ่งเป็นการผิดปกติ จึงได้แจ้งให้พันตำรวจโทปัญญา ทราบเพื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2862/2565 · ทนอย Thanoy