คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 2865/2553
หลักกฎหมาย
ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า ป. ได้ข่มเหงหรือร่วมกับ น. ข่มเหงจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิง น. แต่กระสุนปืนไปถูก ป. ซึ่งอยู่ด้านหน้าของ น. จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูก ป. ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ. มาตรา 60 จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่า น. ด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่ ป. โดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. ด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเจตนาฆ่า ป. แต่ ป. มิได้เป็นผู้ข่มเหงจำเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ แม้จะได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อ ป. ถูกจำเลยยิงล้มลง น. วิ่งหนีจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง น. ถึงแก่ความตายด้วยเหตุบันดาลโทสะก็ตามก็เป็นคนละตอนและคนละเจตนาแยกต่างหากจากกันกับที่จำเลยยิง ป. จำเลยใช้อาวุธปืนจ้องยิงผู้เสียหาย 2 นัด จำเลยลงมือกระทำความผิดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเพราะกระสุนปืนด้าน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกันและเหตุบันดาลโทสะ ระหว่างพิจารณา นางสำลี มารดานายเปี๊ยก ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่านายเปี๊ยก ศาลชั้นต้นแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72, 80 มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 20 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุบันดาลโทสะ จำคุก 10 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 6 เดือน ฐานฆ่า (ที่ถูกฐาน ฆ่าผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุบันดาลโทสะ) และพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 25 ปี 29 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 17 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุบันดาลโทสะ จำคุก 6 ปี และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 22 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 22 ปี และเมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 22 ปี 9 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยมีอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .38จำนวน 5 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปที่บริเวณบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลหินดาด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายเปี๊ยกจำนวน 1 นัด ถูกบริเวณศีรษะ และยิงนายนิวุฒิจำนวน 1 นัด ถูกบริเวณปอดทั้งสองข้าง เป็นเหตุให้นายเปี๊ยกและนายนิวุฒิถึงแก่ความตาย ทั้งนี้โดยจำเลยยิงนายนิวุฒิด้วยเหตุบันดาลโทสะ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลจะลงโทษจำเลยฐานฆ่านายเปี๊ยกให้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยอ้างเหตุบันดาลโทสะได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 บัญญัติว่า "ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้นศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้" ดังนั้น ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้ถูกข่มเหงจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้จะต้องกระทำต่อผู้ข่มเหง ตามข้อเท็จจริงไม่ได้ความว่า นายเปี๊ยกได้ข่มเหงหรือร่วมกับนายนิวุฒิข่มเหงจำเลยแต่อย่างใดและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงนายนิวุฒิ แต่กระสุนปืนไปถูกนายเปี๊ยกซึ่งอยู่ด้านหน้าของนายนิวุฒิ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่ากระสุนปืนที่จำเลยยิงออกไปนั้นจะถูกนายเปี๊ยกที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยมีเจตนาฆ่านายเปี๊ยกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำโดยพลาดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเจตนาฆ่านายนิวุฒิด้วยเหตุบันดาลโทสะแต่ผลของการกระทำเกิดแก่นายเปี๊ยกโดยพลาดไป จึงต้องถือว่าจำเลยเจตนาฆ่านายเปี๊ยกด้วยเหตุบันดาลโทสะด้วยไม่ได้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเจตนาฆ่านายเปี๊ยก แต่นายเปี๊ยกมิได้เป็นผู้ข่มเหงจำเลย จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ แม้จะได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า เมื่อนายเปี๊ยกถูกจำเลยยิงล้มลง นายนิวุฒิวิ่งหนี จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายนิวุฒิถึงแก่ความตายด้วยเหตุบันดาลโทสะก็ตาม ก็เ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง