คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2536
ฎีกาที่ 2876/2536
หลักกฎหมาย
จำเลยทั้งสามไม่ได้ให้การยกเรื่องฟ้องของโจทก์ขาดอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก การที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 เข้าทำสัญญาจ้างและรับเงิน แต่จำเลยที่ 1 ได้ออกใบรับเงินให้โจทก์โดยจำเลยที่ 3ที่ 4 ลงชื่อในใบรับเงิน และจำเลยที่ 1 ยื่นรายการภาษีเงินได้ประจำปีระบุรายได้ว่าจากการรับเหมาก่อสร้างเป็นเงินที่ขาดทุนสุทธิตรงกับงบดุลของจำเลยที่ 1 และตามงบกำไรขาดทุนของจำเลยที่ 1ก็ระบุรายได้ไว้ในรายการแรกว่าได้จากการรับเหมาก่อสร้างจำนวนเงินตรงกับใบเสร็จรับเงินของจำเลยที่ 1 ที่รับเงินงวดที่ 1 ซึ่งออกให้แก่โจทก์ ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการได้ยอมเข้ารับเอาผลงานที่จำเลยที่ 4ได้กระทำไปเกินขอบอำนาจของตัวแทนถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เมื่อมีการกระทำผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ตัวการต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวแทนไม่ต้องร่วมรับผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 ไม่ได้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 โจทก์ว่าจ้าง จ. ทำงานส่วนที่เหลือต่อจากจำเลยที่ 1ซึ่งทิ้งงาน โจทก์จึงต้องจ่ายเงินค่าจ้างงานทั้งหมดเป็นเงินเท่ากับเงินที่จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว 1 งวด จำนวน 149,800 บาทบวกด้วยเงินที่ต้องจ่ายให้แก่ จ. เป็นค่าจ้างในการทำงานส่วนที่เหลืออีก 782,965 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 932,765 บาทเพราะฉะนั้นโจทก์ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็นเงินเท่ากับเงินจำนวนดังกล่าวลบด้วยค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 หากทำงานแล้วเสร็จตามสัญญาจ้างจำนวน 749,000 บาท ซึ่งคิดเป็นเงิน 183,765บาท จำนวนเงินดังกล่าวคือค่าเสียหายจริงที่โจทก์ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น หลักประกันเป็นเงินสดที่ผู้รับจ้างมอบไว้แก่ผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างเป็นเงินประกันความเสียหาย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย เมื่อโจทก์รับไปแล้วต้องนำไปหักออกจากค่าเสียหายในจำนวนทั้งหมดด้วย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างอาคาร จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการที่ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมืองพังงา ค่าจ้าง 749,000 บาท โดยแบ่งชำระค่าจ้างและแบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 5 งวด กำหนดแล้วเสร็จใน150 วัน นับแต่วันที่ 10 กันยายน 2523 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างงานงวดที่ 1 ถูกต้องตรงตามสัญญา โจทก์จ่ายเงินค่าจ้างงวดที่ 1ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นผู้รับเงินแทนจำเลยที่ 1หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มิได้ทำงานให้แล้วเสร็จจนพ้นกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ใช้สิทธิตามสัญญาข้อ 5 ว่าจ้างให้นายจรินทร์ แสงเงิน ทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ โดยคิดราคาค่าก่อสร้างเป็นเงิน 782,965 บาท ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมเป็นเงิน 183,765 บาทจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 52,000 บาท และโจทก์ต้องจ่ายเงินค่าเช่าบ้านพักให้แก่ข้าราชการของโจทก์ที่จะอยู่ในบ้านพักดังกล่าวในระหว่างที่บ้านพักไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาอีกเป็นเงิน 6,567 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมรับผิดชดใช้แก่โจทก์ตามสัญญาข้อ 19 ข้อ 20 รวมทั้งสิ้น 232,332บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า ไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4เป็นตัวแทนทำสัญญาหรือเป็นตัวแทนในการก่อสร้าง ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 5,000 บาท และค่าเช่าบ้านพักก็ไม่เกิน 3,000 บาทส่วนค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะโจทก์ปล่อยปละละเลยไม่รีบแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ เท่ากับเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เองหากจะเสียค่าก่อสร้างเพิ่มก็ไม่เกิน 10,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องการจัดการงานของจำเลยที่ 1 และไม่เคยร่วมกับจำเลยที่ 4 รับเงินและลงชื่อในใบเสร็จรับเงิน จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์เป็นเงิน 88,965 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2524แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2528 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ให้การยกเรื่องฟ้องของโจทก์ขาดอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 และนายทองปนผู้รับมอบอำนาจรู้เห็นเป็นใจกันให้จำเลยที่ 4 เข้าทำสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย ปจ.8 ซึ่งเป็นการนำเอาจำเลยที่ 1เป็นเครื่องมือหาประโยชน์แก่ตน ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย เพราะตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ปจ.5 ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ลงนามในสัญญาจ้างและรับเงิน การกระทำของจำเลยที่ 4ดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม จำเลยที่ 1 จึงให้สัตยาบันแก่โมฆะกรรมไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ปจ.5จำเลยที่ 1 ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 เข้าทำสัญญาจ้าง และรับเงินแต่จำเลยที่ 1 ได้ออกใบรับเงินให้โดยจำเลยที่ 3 ที่ 4 ลงชื่อในใบรับเงินและจำเลยที่ 1 ได้ยื่นรายการภาษีเงินได้ประจำปี 2524เอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ระบุรายได้ว่า จากการรับเหมาก่อสร้างเป็นเงินที่ขาดทุนสุทธิ 11,930.10 บาท ซึ่งตรงกับงบดุลของจำเลยที่ 1ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 4 และตามงบกำไรขาดทุนของจำเลยที่ 1ประจำปี 2524 ตามเอกสารหมาย จ.7 ก็ระบุรายได้ไว้ในรายการแรกว่าได้จากการรับเหมาก่อสร้างจำนวน 149,800 บาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวตรงกับใบเสร็จรับเงินของจำเลยที่ 1 ที่รับเงินงวดที่ 1 ซึ่งออกให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ปจ.12 แผ่นที่ 2 พยานหลักฐานดังกล่าวมีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่ารับเหมาก่อสร้างจากสัญญาจ้างงวดที่ 1 ตามพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการได้ยอมรับเอาผลงานที่จำเลยที่ 4ได้กระทำไปเกินขอบอำนาจของตัวแทน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันแล้ว จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง