ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 2885/2543

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขามีหน้าที่ดูแลงานของธนาคารจำเลยที่ 1สาขาดังกล่าวทุก ๆ ด้าน มีอำนาจหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาพนักงานทุกคนในสาขาต้องคอยควบคุมดูแลให้พนักงานทุกคนทำงานด้วยความเรียบร้อยและถูกต้องมิให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าและบุคคลภายนอก ไม่อาจปัดความรับผิดชอบให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นพนักงานและพนักงานคนอื่น การที่ปล่อยให้จำเลยร่วมนำเช็คพิพาทที่ห้ามเปลี่ยนมือและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออก ซึ่งโจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้แก่บุคคลอื่นเรียกเก็บเงินและนำเข้าบัญชีเงินฝากของตนโดยผิดขั้นตอนไม่เป็นไปตามระเบียบแล้วเป็นผู้รับเงินและเบิกจ่ายเงินไป โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าตนใช้ความระมัดระวังควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยร่วมและพนักงานที่เกี่ยวข้องตามสมควรแล้ว ต้องถือว่าได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1ผู้เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วย ส่วนการที่จำเลยร่วมและ น. ร่วมกันนำเช็คของโจทก์หลายฉบับ รวมทั้งเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารซึ่งโจทก์ได้ดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลทั้งสองฐานฉ้อโกงและยักยอก แล้วต่อมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อระงับข้อพิพาทในทางอาญา ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยร่วมและ น. หามีผลถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งมีมูลจากการละเมิดและไม่ได้ร่วมตกลงประนีประนอมยอมความด้วยไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2535 ถึงเดือนกันยายน 2535 พนักงานของโจทก์ออกใบสำคัญซื้อตั๋วเครื่องบิน อันเป็นเท็จเพื่อให้โจทก์ชำระค่าตั๋วเครื่องบินหลายครั้ง โจทก์หลงเชื่อได้ชำระค่าตั๋วเครื่องบินดังกล่าวด้วยเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ จำนวน 15 ฉบับ เป็นเช็คขีดคร่อมระบุชื่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินต่าง ๆ เป็นผู้รับเงินและมีคำสั่งว่า เอซี เปยี โอนลี่ ซึ่งหมายความว่า ห้ามเปลี่ยนมือ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดใช้เงิน นางพรพิกุล พิชยพาณิชย์ ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางพรพิกุลเอง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 ได้กระทำการโดยสุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มิได้ตรวจสอบเช็คแต่ละฉบับว่าเป็นเช็คขีดคร่อมระบุชื่อผู้รับเงินและมีคำสั่งห้ามเปลี่ยนมือกลับนำเช็คแต่ละฉบับเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางพรพิกุล ซึ่งมิใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่จ่ายเงินให้แก่นางพรพิกุลไป การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเมื่อธนาคารตามเช็คจ่ายเงินไปตามเช็คที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บแล้ว ได้คิดดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของเช็คแต่ละฉบับ จำเลยที่ 2 ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างและตัวแทนเรียกเก็บเงินตามเช็คต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์คำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินของเช็คแต่ละฉบับนับตั้งแต่วันที่ธนาคารตามเช็คจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 716,807 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 716,807 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยชัดแจ้งว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ จ่ายเงินตามเช็คทั้ง 15 ฉบับ ตั้งแต่เมื่อใด โจทก์ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้อย่างไรและเมื่อใด มีการค้างชำระต้นเงินตามเช็คทั้ง 15 ฉบับจำนวนเท่าใด ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองเป็นเพียงคนกลางในการเรียกเก็บเงินตามเช็ค และได้กระทำโดยสุจริตตามหน้าที่และธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติของธนาคาร มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ มูลหนี้ตามฟ้องระงับแล้วเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ และมีการชำระหนี้ตามมูลละเมิดทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์รู้ถึงการละเมิดตั้งแต่วันที่ธนาคารตามเช็คได้จ่ายเงินตามเช็คเมื่อประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน 2535 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 เกินกำหนดอายุความ 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ความเสียหายที่โจทก์ฟ้องมิใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง แต่เกิดจากการสั่งจ่ายเช็คเกินกว่าเงินที่อยู่ในบัญชีของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12 ต่อปี หากมีสิทธิก็คิดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางพรพิกุลหรือลภนพร พิชยพาณิชย์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าถ้าศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี จำเลยทั้งสองอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่นางพรพิกุลได้ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์ฟ้องในมูลละเมิดเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ว่ามีการเรียกเก็บเงินตามเช็ค คดีโจทก์จึงขาดอายุความ หนี้ตามเช็คทั้ง 15 ฉบับระงับไปโดยการตกลงประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเป็นคดีนี้อีกโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12 ต่อปี หากมีสิทธิก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 348,868บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 2เป็นผู้จัดการสาขาหัวหมากของจำเลยที่ 1 ระหว่างเดือนเมษายน 2535 ถึงเดือนกันยายน 2535 นายนรินทร์ พีชยพาณิชย์ พนักงานของโจทก์ได้ทำการทุจริตออกใบสำคัญซื้อตั๋วเครื่องบินอันเป็นเท็จเพื่อให้โจทก์ชำระหนี้ โจทก์หลงเชื่อและออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ รวม 15 ฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าตั๋วเครื่องบินดังกล่าวมอบให้แก่นายนรินทร์ โดยเช็คทั้งหมดเป็นเช็คขีดคร่อม ระบุชื่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินเป็นผู้รับเงิน ขีดฆ่าหรือผู้ถือ และมีคำว่าเอซี เปยี โอนลี่ ซึ่งหมายความว่า ห้ามเปลี่ยนมือ เมื่อเช็ค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2885/2543 · ทนอย Thanoy