ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 2886/2545

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องระบุจำนวนหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด จึงเป็นกรณีที่ต้องชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศ ซึ่งศาลจะพิพากษาให้ใช้เงินต่างประเทศหรือจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่ง และที่วรรคสองระบุให้การเปลี่ยนเงินนี้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินนั้น หมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรีในเวลาที่จำเลยได้ใช้เงินจริง ซึ่งตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ขายเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราไทยในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์ และเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดีจึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราขายเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา แต่เมื่อโจทก์ขอใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในวันออกใบแจ้งหนี้ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.57 บาท โจทก์จึงไม่อาจรับชำระหนี้จากจำเลยเกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินจำนวนดังกล่าวได้ แม้ตามสัญญาที่โจทก์กับจำเลยทำต่อกันจะกำหนดดอกเบี้ยที่เกิดจากการชำระราคาล่าช้าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ 5 ต่อปีแต่โจทก์ขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเพียงอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาเท่านั้นโดยนำสืบไม่ชัดว่าดอกเบี้ยอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาดังกล่าว ณ วันที่จำเลยผิดนัดมีอัตราเท่าไรและเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถือว่าโจทก์นำสืบเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ตามที่อ้าง กรณีจึงเป็นหนี้เงินที่ต้องเรียกดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ในการผลิตกระดาษชนิดแซ็คคร๊าฟท์ รุ่น พี เอ็ม 4 จากโจทก์ โดยตกลงว่าจ้างให้โจทก์ควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรให้ ณ โรงงานของจำเลย ในการนี้จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์สำหรับผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรที่โจทก์ส่งมาควบคุมงานในอัตราวันละ 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ค่าทำงานล่วงเวลาชั่วโมงละ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนและค่าทำงานวันหยุดชั่วโมงละ 160 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน2533 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2534 โจทก์จัดส่งผู้เชี่ยวชาญและวิศวกรของโจทก์จากประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์มาทำงานให้แก่จำเลยทั้งสิ้น 503 วันทำงาน คิดเป็นเงินค่าจ้าง623,550 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ทำงานให้จำเลยและส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์แล้ว จำเลยชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์เพียง 258,500 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 247วันทำงาน ยังค้างชำระอีก 365,050 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์หักเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จำเลยมีสิทธิรับคืนจากโจทก์เป็นเงิน 76,122 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเหลือหนี้ค้างชำระ 288,928ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นวันออกใบแจ้งหนี้ ในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.57 บาท เป็นเงิน 7,387,888.90บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยแจ้งว่าจะชำระเงินให้โจทก์ 400 วันทำงาน โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราไพรม์เรท (ลูกค้าชั้นดี) ของธนาคารแห่งอเมริกาบวกด้วยร้อยละ 5ต่อปี จากหนี้ที่ค้างชำระนับแต่วันถึงกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้คือวันที่ 11 สิงหาคม2534 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 83,624.59 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย2,138,280.70 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,526,169.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราไพรม์เรทของธนาคารแห่งอเมริกาจากต้นเงิน 7,387,888.90 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ให้ควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักร ไม่เคยตกลงจ่ายค่าจ้างวันละ 750 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ค่าทำงานล่วงเวลาชั่วโมงละ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน และค่าทำงานวันหยุดชั่วโมงละ 160 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน ไม่เคยได้รับใบแจ้งหนี้เลขที่ 200006/X, 120140 และ 200325 ของโจทก์ ไม่มีหนี้ใด ๆ ที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี จึงขาดอายุความแล้ว เมื่อปี2532 จำเลยกู้เงินจากรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์จำนวน 10,736,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ภายในวงเงินดังกล่าว โดยโจทก์จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ หลังจากเปิดเดินเครื่องจักรแล้ว โจทก์ขอให้จำเลยช่วยออกค่าใช้จ่าย จำเลยตกลงจ่ายไม่เกิน400 วันทำงาน ซึ่งคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโจทก์ได้เรียกเก็บไปจากธนาคารที่จำเลยกู้เงินเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนั้นโจทก์ยังต้องคืนค่าใช้จ่ายที่จำเลยออกทดรองไปจำนวน 76,122 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์คิดคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทไทยไม่ถูกต้องเพราะ 1 ดอลลาร์สหรัฐไม่ถึง 25 บาท และไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของธนาคารแห่งอเมริกาและธนาคารแห่งอเมริกามิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องจึงเป็นโมฆะ จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถาม และไม่มีหนี้ต้องชำระ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,091,276.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2534 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2534อัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2534 อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2534 อัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2535 อัตราร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2535 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,387,888.90 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2534 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2532 จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ในการผลิตกระดาษจากโจทก์เพื่อนำไปติดตั้ง ณ โรงงานของจำเลยที่จังหวัดสมุทรสาครโดยโจทก์เป็นผู้ควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักร จำเลยมีหน้าที่ชำระค่าเครื่องจักรกับค่าควบคุมดูแลการติดตั้งและเปิดเดินเครื่องจักรแก่โจทก์ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาโจทก์ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรเสร็จส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2886/2545 · ทนอย Thanoy