คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 289/2548
หลักกฎหมาย
คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเรื่องเงินโบนัส ได้บรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะได้เงินจากจำเลยเป็นจำนวนเท่าใด อันเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ในคำขอท้ายคำฟ้อง ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดเป็นประเด็นว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์หรือไม่ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ผิดหลงไปเท่านั้น ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง หมายความว่า โจทก์จะขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้อะไรหรือกระทำการใด หรืองดเว้นกระทำการใด ก็ต้องบรรยายให้แจ้งชัดในคำขอบังคับท้ายคำฟ้องและพิสูจน์ให้เห็นตามคำขอบังคับนั้นเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับของศาลที่ออกตามคำพิพากษาได้อย่างถูกต้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลก็สามารถบังคับคดีได้ โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยยึดนามบัตรของลูกค้าประมาณ 2,000 แผ่น ที่ติดต่อกับโจทก์ไว้ และมีคำขอบังคับท้ายคำฟ้องขอให้จำเลยคืนนามบัตรประมาณ 2,000 แผ่นนั้นให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่านามบัตรที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนให้โจทก์นั้น เป็นนามบัตรของใครมีชื่ออะไรบ้าง ศาลย่อมไม่สามารถบังคับให้จำเลยคืนนามบัตรที่ถูกต้องให้แก่โจทก์ หากศาลพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ จำเลยก็ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ การที่ศาลแรงงานกลางไม่พิพากษาบังคับให้จำเลยคืนนามบัตรประมาณ 2,000 แผ่น ให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจการผลิตและพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์ต่าง ๆ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ครั้งสุดท้ายได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการบริษัท (ประจำประเทศไทย) และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยด้วย ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 92,931 บาท เงินทดแทนสำหรับรถยนต์ประจำตำแหน่งเดือนละ 15,000 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์ เดือนละ 2,000 บาท ค่าผ่านทางด่วน เดือนละ 1,000 บาท ค่ารับรองลูกค้า เดือนละ 2,000 บาท รวมค่าจ้าง เดือนละ 112,931 บาท นอกจากนี้จำเลยตกลงจ่ายเงินรางวัลค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินโบนัสทุก 3 เดือนต่อครั้ง แต่จำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินรางวัลของเดือนกรกฎาคม 2545 คิดเฉลี่ยจากเงินที่จำเลยจ่ายครั้งสุดท้ายแล้วเป็นเงิน 90,437 บาท เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า อ้างเหตุว่าโจทก์ติดต่อธุรกิจกับองค์กรของรัฐในทางไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นความเท็จเพื่อต้องการกลั่นแกล้งโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ปกติจำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 จึงมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2545 จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2545 เต็มเดือน แต่จำเลยจ่ายเพียง 22 วัน จึงต้องจ่ายอีก 9 วัน คิดเป็นเงิน 33,879 บาท ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าสำหรับเดือนสิงหาคม 2545 เป็นเงิน 112,931 บาท รวมสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2545 เป็นเงิน 146,810 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย จึงต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินสินจ้างที่ค้างชำระดังกล่าวทุก 7 วัน คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 212,874 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยกว่า 5 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเวลา 180 วัน หรือ 6 เดือน เป็นเงิน 667,586 บาท เงินโบนัส คิดเฉพาะเดือนกรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 90,437 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโจทก์ขอคิดมีกำหนด 10 ปี คิดเป็นเงิน 13,551,721 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชดใช้ทั้งสิ้น 14,432,180.50 บาท และจำเลยได้ยึดนามบัตรลูกค้าของโจทก์ไว้ประมาณ 2,000 แผ่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ดำรงตำแหน่งเดิม ให้จ่ายค่าจ้างและค่าตอบแทนเช่นเดียวกับที่โจทก์เคยได้รับครั้งสุดท้าย มิฉะนั้นให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 13,551,720 บาท สินจ้างค้างชำระ 146,810 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 66,064 บาท รวมเงินสินจ้างค้างชำระพร้อมด้วยเงินเพิ่มเป็นเงิน 212,874.50 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน ของจำนวนเงิน 146,810 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 667,586 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยคืนนามบัตรบุคคลต่าง ๆ ที่ติดต่อกับโจทก์ประมาณ 2,000 แผ่น จำเลยให้การว่า สินจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์ก่อนเลิกจ้างคือ 92,931 บาท จำเลยไม่ได้จัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้โจทก์สำหรับค่าน้ำมัน ค่าผ่านทางด่วนและค่ารับรองนั้น จำเลยจะชดใช้แก่โจทก์ตามที่จ่ายจริง โดยโจทก์ต้องแสดงหลักฐานการจ่ายเงินดังกล่าว ดังนั้น รถยนต์ประจำตำแหน่งและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวไม่อาจถือว่าเป็นสินจ้างตามกฎหมาย สำหรับเงินโบนัสมีสภาพเป็นสิ่งจูงใจ การจ่ายขึ้นอยู่กับดุลพินิจของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว และเนื่องจากผลประกอบการและกำไรของจำเลยไม่ดีประกอบกับโจทก์ประพฤติผิด และโจทก์ถูกเลิกจ้างก่อนถึงกำหนดจ่ายในเดือนกันยายน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสสำหรับเดือนกรกฎาคม 2545 ทั้งจำนวนเงินโบนัสที่โจทก์คำนวณมาโดยการเฉลี่ย หากโจทก์ไม่ถูกเลิกจ้างก็ไม่อาจได้รับตามที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากผลประกอบการในเดือนกรกฎาคมนั้นไม่ดี เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์มีหน้าที่และความรับผิดชอบสูงกว่าพนักงานโดยทั่วไป มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลและบริหารงานของจำเลยด้วยความระมัดระวังและป้องกันมิให้มีการกระทำผิดหรือกระทำอันไม่เหมาะสมเกิดขึ้นแต่โจทก์กลับมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือกระทำอันไม่เหมาะสมในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐในปี 2544 เกี่ยวกับงาน 2 โครงการ สำหรับโครงการที่ 1 โจทก์ได้ติดต่อหางานผ่านผู้จัดหางานซึ่งจะได้รับบำเหน็จจากการทำสัญญา ปรากฏว่าในการชำระเงินบำเหน็จโจทก์ได้ตกลงจ่ายให้แก่บุคคลที่ไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อมีการจ่ายเงิน ได้มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ควรได้รับเงินดังกล่าวโดยชอบ สำหรับโครงการที่ 2 ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนร่วมหรือรู้เห็น แต่ไม่ป้องกันหรือรายงานต่อจำเลยในการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจขัดต่อกฎหมายและนโยบายของ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง