ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567

ฎีกาที่ 289/2567

หลักกฎหมาย

หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญาแล้ว จำเลยยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ โดยจำเลยยังคงส่งมอบงานเป็นรายงวด และโจทก์ก็ตรวจรับมอบงานเป็นรายงวดพร้อมทั้งอนุมัติจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยเป็นรายงวดด้วย พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าโจทก์และจำเลยได้แสดงเจตนามิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาส่งมอบงานตามสัญญาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไปหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ข้อสัญญาที่เกี่ยวกับการส่งมอบงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามที่ระบุไว้ในสัญญา คู่สัญญาต่างมีเจตนาให้ข้อสัญญาดังกล่าวระงับไป ไม่ถือเป็นการผิดสัญญา จนกว่าจะมีการกำหนดระยะเวลาใหม่ให้จำเลยก่อสร้างและส่งมอบงานให้แล้วเสร็จ ตามข้อตกลงของสัญญาระบุว่าให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ภายใน 30 วัน หลังจากจำเลยพ้นภาระผูกพันตามสัญญา และจำเลยตกลงรับประกันผลงานมีกำหนด 12 เดือน นับจากวันรับมอบงาน แต่ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ ได้พ้นกำหนดระยะเวลาที่จำเลยตกลงรับประกันผลงานแล้ว ประกอบกับ หนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกันนั้นได้หมดอายุลง แต่จำเลยไม่ได้นำหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับใหม่มาเปลี่ยน ด้วยเหตุนี้หนังสือค้ำประกันธนาคารย่อมสิ้นภาระผูกพันแล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากหนังสือค้ำประกันธนาคารฉบับดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์จะยึดถือหนังสือค้ำประกันธนาคารที่จำเลยวางไว้เป็นหลักประกัน ต้องคืนให้แก่จำเลย โจทก์และจำเลยต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกัน คือ หนี้เงิน เพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี ศาลย่อมนำหนี้เงินที่โจทก์และจำเลยต้องชำระแก่กันมาหักกลบลบหนี้กันได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 140,684,258.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 55,245,223.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. เลขที่ 59 – 42 – xxxx – x ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 วงเงิน 9,737,000 บาท ให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ชำระเงิน 9,737,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 1,053,458.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันธนาคาร ก. ฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2559 แก่จำเลย คำขออื่นของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 10,531,038.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์และจำเลยขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าเมื่อประมาณปี 2558 โจทก์เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ริมทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่ เพื่อก่อสร้างโครงการ ล. โครงการดังกล่าวจะมีการก่อสร้างอาคารประกอบด้วย อาคารพลาซ่า (Mall) อาคาร ค. 2 อาคาร อาคารเมนสตรีท (Mainstreet) 6 อาคาร และอาคารไพร์ม (Prime) 6 อาคาร วัตถุประสงค์เพื่อนำอาคารออกให้บุคคลภายนอกเช่าเป็นสถานที่พักอาศัยหรือทำการพาณิชย์ วันที่ 9 มีนาคม 2559 โจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยก่อสร้างอาคาร ค. และอาคารพลาซ่า เป็นการว่าจ้างก่อสร้างงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรมและงานระบบประกอบอาคารในโครงการ ล. ตกลงจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน 194,740,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยตามปริมาณงานที่ทำแล้วเสร็จในแต่ละงวด คำนวณจากราคาต่อหน่วยตามรายการที่ระบุไว้ในใบเสนอราคาหรือใบแสดงปริมาณงานและราคาวัสดุ (BOQ) เมื่อการส่งมอบงานสมบูรณ์ โจทก์จะชำระค่าจ้างให้แก่จำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ตามสัญญาหรือตามกฎหมายที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบในงานที่ส่งมอบ และมีข้อตกลงให้โจทก์หักเงินประกันผลงานไว้ในอัตราร้อยละ 5 จากค่าจ้างแต่ละงวดที่จำเลยมีสิทธิได้รับ จะคืนเงินประกันผลงานให้แก่จำเลยเมื่อหลุดพ้นภาระผูกพันตามสัญญา กำหนดงานก่อสร้างอาคาร ค. แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2559 อาคารพลาซ่าแล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 หากส่งมอบงานล่าช้ายินยอมให้โจทก์ว่าจ้างบุคคลภายนอกทำงานก่อสร้างแทนจำเลย จำเลยยินยอมชำระค่าปรับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อวัน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่างานก่อสร้างทั้งหมด ค่าปรับผู้ควบคุมงานวันละ 15,000 บาท ค่าปรับ Mile Stone ร้อยละ 0.5 ของมูลค่างานทั้งหมด และชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานล่าช้าอีกส่วนหนึ่ง โจทก์มีสิทธินำเงินค่าปรับ ค่าเสียหาย ไปหักออกจากเงินค่าจ้างหรือเงินประกันผลงานหรือจากหลักประกันสัญญาได้ โดยจำเลยต้องนำหนังสือค้ำประกันธนาคารมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาวงเงินร้อยละ 5 ของมูลค่างานตามสัญญาจ้าง โจทก์จะคืนหลักประกันให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน หลังจากพ้นภาระตามสัญญา หากงานก่อสร้างที่โจทก์ได้รับมอบจากจำเลยมีความชำรุดบกพร่องภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาหรือภายในระยะเวลาการรับประกันความชำรุดบกพร่องนับจากวันที่โจทก์ออกหนังสือรับรองผลงานแล้วเสร็จ จำเลยต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่องให้เรียบร้อยด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากไม่ดำเนินการ โจทก์มีสิทธิแก้ไขหรือจ้างบุคคลอื่นแก้ไขโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และโจทก์มีสิทธิหักเอาจากหลักประกันหากยังขาดอยู่จำเลยต้องรับผิดส่วนที่ขาดให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง