ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532

ฎีกาที่ 2893/2532

หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ กำหนดลำดับขั้นตอนนำไปสู่การนัดหยุดงานได้โดยชอบตามมาตรา 22 วรรคท้าย โดยเริ่มจากการที่นายจ้างหรือลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเสียก่อน แต่การแจ้งข้อเรียกร้องดังกล่าวหาต้องกระทำด้วยตนเองเสนอไปไม่ อาจให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานแล้วแต่กรณีดำเนินการแทนสมาชิกได้ ทั้งมีอำนาจดำเนินการตามขั้นตอนต่อจากนั้นแทนผู้เป็นสมาชิกต่อไปหลังจากนั้นผู้เป็นสมาชิกก็สามารถปิดงานหรือนัดหยุดงานตามแต่กรณีไปโดยชอบ ดังนี้เมื่อสหภาพแรงงานที่โจทก์ทั้งเก้าเป็นสมาชิก ได้แจ้งนัดหยุดงานตามขั้นตอนโดยชอบดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าเป็นการแจ้งนัดหยุดงานแทนสมาชิกด้วย โจทก์ทั้งเก้าจึงไม่ต้องแจ้งนัดหยุดงานต่อจำเลยอีก ส่วนการหยุดงานนั้นมีบทบัญญัติ มาตรา 99 อนุญาตให้สหภาพแรงงานชักชวนสนับสนุนลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพเข้าร่วมหยุดงานเพิ่มขึ้นภายหลังได้อีก ฉะนั้น การหยุดงานจึงหาจำต้องเข้าสมทบหยุดงานพร้อมกันตั้งแต่เริ่มต้นไม่ ดังนี้ เมื่อโจทก์ทั้งเก้าซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเข้าร่วมหยุดงานภายหลังที่สหภาพแรงงานได้นัดหยุดงานไปก่อนแล้ว จึงชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุสมควรตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(4)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 เป็นเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ซึ่งเรียกว่า คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จำเลยที่ 14 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างโจทก์ทั้งเก้า โจทก์ทั้งเก้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานส่งเสริมสิ่งทอไทย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2529 สหภาพแรงงานส่งเสริมสิ่งทอไทยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยที่ 14 เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จำเลยที่ 14 ได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อสหภาพแรงงาน เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2529 ได้มีการไกล่เกลี่ยโดยพนักงานประนอมข้อพิพาทแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ สหภาพแรงงานจึงแจ้งนัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2529 เวลา 8.00 นาฬิกาถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2529 และเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2529สหภาพแรงงานได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 14 และพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ แจ้งกำหนดวันนัดหยุดงานอีกครั้งเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2529 เป็นต้นไป ในวันที่สหภาพแรงงานประกาศเริ่มต้นนัดหยุดงานนั้น โจทก์ทั้งเก้าไม่ได้ร่วมนัดหยุดงานแต่ได้เข้าร่วมนัดหยุดงานในภายหลัง ปรากฏรายละเอียดท้ายคำฟ้องต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2529 จำเลยที่ 14 ตกลงกับสหภาพแรงงานได้มีการทำสัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และพนักงานทุกคนรวมทั้งโจทก์ทั้งเก้าได้กลับเข้าทำงานในวันที่ 8 ธันวาคม 2529 หลังจากนั้นจำเลยที่ 14 ได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้ากับพวกอีกหลายคนกล่าวหาว่าละทิ้งหน้าที่การงานเกินสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์ทั้งเก้าและพวกรวม 16 คน ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ขอให้วินิจฉัยเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมของจำเลยที่ 14 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ซึ่งเป็นคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ พิจารณาแล้วมีคำสั่งที่ 40-44/2530 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม2530 ยกคำร้องของโจทก์ทั้งเก้าและพวกโดยอ้างว่าการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้ากับพวกของจำเลยที่ 14 นั้นไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมเพราะโจทก์ทั้งเก้ากับพวกเข้าร่วมนัดหยุดงานในภายหลัง เป็นการไม่ชอบถือว่าโจทก์ทั้งเก้ากับพวกละทิ้งหน้าที่การงานเป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกัน โจทก์ทั้งเก้าเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดว่าลูกจ้างผู้ร่วมนัดหยุดงานต้องร่วมนัดหยุดงานทันที ลูกจ้างสามารถเข้าร่วมนัดหยุดงานเมื่อใดก็ได้ในระหว่างที่มีข้อพิพาทแรงงานที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ 40-44/2530 และบังคับให้จำเลยที่ 14 รับโจทก์ทั้งเก้าเข้าทำงานในสภาพการจ้างเดิมก่อนถูกเลิกจ้างและนับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่เคยเลิกจ้าง กับให้จ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งเก้าเท่ากับอัตราค่าจ้างรายวันคูณด้วยจำนวนวันตั้งแต่วันถูกเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน แต่ถ้าจำเลยที่ 14 ไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ก็ให้จำเลยที่ 14 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการกระทำอันไม่เป็นธรรมและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่กฎหมายให้เรียกได้นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิ์ได้รับจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์แต่ละคน ดังมีรายละเอียดปรากฏท้ายคำฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 และที่ 14 ให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์ทั้งเก้าไม่ได้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้นายมานิต สังวรณ์ ผู้รับมอบอำนาจฟ้องคดีนี้ ใบมอบอำนาจท้ายฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายมานิต สังวรณ์ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1เข้าทำงานกับจำเลยที่ 14 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2524 โจทก์ที่ 2เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2516 โจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน2525 โจทก์ที่ 4 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2522 โจทก์ที่ 5 เมื่อวันที่22 กรกฎาคม 2528 โจทก์ที่ 6 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2522 โจทก์ที่ 7 เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2527 โจทก์ที่ 8 เมื่อวันที่ 12 มกราคม2528 และโจทก์ที่ 9 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2524 จำเลยที่ 14เลิกจ้างโจทก์ทั้งเก้าเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2530 เนื่องจากโจทก์ทั้งเก้าละทิ้งหน้าที่การงานติดต่อกันเกินกว่าสามวันโดยไม่มีเหตุอันสมควร กล่าวคือโจทก์ที่ 1 ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม2529 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2529 รวม 40 วัน โจทก์ที่ 2 ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2529 รวม 41 วันโจทก์ที่ 3 ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 7ธันวาคม 2529 รวม 38 วัน โจทก์ที่ 4 ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่1 พฤศจิกายน 2529 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2529 รวม 37 วัน โจทก์ที่ 5 ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 7ธันวาคม 2529 รวม 40 วัน โจทก์ที่ 6 ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 28ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2529 รวม 41 วัน โจทก์ที่ 7ละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2529 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม2529 รวม 38 วัน โจทก์ที่ 8 ละทิ้งหน้าที่ต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2532 · ทนอย Thanoy