คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 2893/2562
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 1 ยิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อันเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหายอยู่ในตัว จึงเป็นการกระทำความผิดที่รวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ซึ่งศาลจะลงโทษอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย จึงให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน อีกสถานหนึ่ง
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 80ป.อ. 83ป.อ. 288ป.อ. 371ป.อ. 376ป.วิ.อ. 185ป.วิ.อ. 192ป.วิ.อ. 213ป.วิ.อ. 215ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 7พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 8 ทวิพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 72 ทวิ
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตร 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเพื่อข่มขู่โดยไม่ได้มีเจตนาฆ่าและเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองมีอายุสิบเก้าปีเศษ แต่จากลักษณะความผิดจำเลยทั้งสองย่อมรู้ผิดชอบดีแล้ว จึงไม่มีเหตุลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกคนละ 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 17 เดือน คำรับและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 20 เดือน ริบอาวุธปืนและซองพกในผ้าสีดำของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้าย เมื่อขับมาจากท้ายซอยและผ่านหน้าบ้านนายพิชานนท์ ผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายนั่งเล่นกีตาร์ที่ม้านั่งหน้าบ้านห่างจากถนนหน้าบ้าน 10 เมตร จำเลยที่ 2 ชะลอความเร็วของรถแล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปถูกฝาผนังบ้านตรงที่วางม้านั่ง สูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร เหนือศีรษะผู้เสียหายประมาณ 1 เมตร ไม่ถูกผู้เสียหาย พนักงานสอบสวนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุประมาณ 50 นาที พบรอยกระสุนปืนที่ฝาผนังบ้าน และพบลูกกระสุนปืน 1 ลูก ที่ตกบริเวณที่เกิดเหตุจึงยึดเป็นของกลาง จากการตรวจสอบภาพในกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุพบจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 ซ้อนท้ายหลบหนีจากที่เกิดเหตุ และคืนเกิดเหตุ ขณะร้อยตำรวจโทภานุ กับพวกขับรถยนต์ของราชการตรวจพื้นที่ถึงซอย สท.ธำรงค์ เวลาประมาณ 22 นาฬิกา พบจำเลยที่ 1 ขับจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนโดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้าย ลักษณะท่าทางพิรุธ จึงขอตรวจค้นจำเลยทั้งสอง ผลการตรวจค้นจำเลยที่ 1 พบอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิง 1 นัด อยู่ที่สะเอวด้านหน้ามีชายเสื้อปิดไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 อีกจำนวน 3 นัด ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างซ้าย ส่วนจำเลยที่ 2 ค้นตัวแล้วไม่พบสิ่งผิดกฎหมายจึงทำประวัติไว้เบื้องต้นแล้วปล่อยตัวจำเลยที่ 2 ไป จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายตามคำพิพากษา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง