คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2547
ฎีกาที่ 2901/2547
หลักกฎหมาย
พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประกอบกิจการในชื่อบริษัท ว. จำกัด ประกาศโฆษณาต่อประชาชนทั่วไปรับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ป และเรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยรู้อยู่แล้วว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะมีผลประโยชน์มาปันให้ให้แก่สมาชิกได้ตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิก จึงเป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินคือเงินค่าสมัครสมาชิกรายละ 3,000 บาท จากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินจากผู้สมัครเป็นสมาชิกรายละ 3,000 บาท โดยมีเงื่อนไขในการให้ผลประโยชน์ตอบแทนเฉพาะแก่ผู้เป็นสมาชิกว่า หากสมาชิกผู้ใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ 6 คน จะได้รับผลประโยชน์เป็นเงินดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท ทั้งจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาสมัครได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกเดิมก็ยังจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินจำนวนลดหลั่นไปตามใบประกาศตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกนั้น เป็นการประกอบกิจการโดยวิธีชักจูงให้ผู้อื่นส่งเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นให้แก่ตน และให้ผู้นั้นชักจูงผู้อื่นตามวิธีการที่กำหนด และแสดงให้ผู้ถูกชักจูงเข้าใจว่าถ้าได้ปฏิบัติตามจนมีบุคคลอื่นอีกหลายคนเข้าร่วมต่อ ๆ ไปจนครบวงจรแล้วผู้ถูกชักจูงจะได้รับกำไรมากกว่าเงินหรือประโยชน์ที่ผู้นั้นได้ส่งไว้ดังที่บางคนเรียกกันว่าแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเมื่อคำนวณตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกแล้ว จะเห็นได้ว่าหากผู้เป็นสมาชิกปฏิบัติตามเงื่อนไขสามารถชักจูงบุคคลอื่นมาเข้าร่วมได้ต่อ ๆ ไป สมาชิกรายต้น ๆ จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้หลายเท่า แต่หากการดำเนินการมิได้เป็นไปตามคำชักจูงก็จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนผู้หลงเชื่อมาสมัครรายหลัง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินค่าสมัครจากผู้สมัครเป็นสมาชิกและผลประโยชน์ตอบแทนที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้แก่สมาชิกในเงื่อนไขตามตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกดังกล่าว ต้องตามความหมายของบทนิยามคำว่า "กู้ยืมเงิน" และ "ผลประโยชน์ตอบแทน" ตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 3 และเมื่อมีประชาชนหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามที่จำเลยที่ 1 ประกาศโฆษณามีจำนวนมากกว่าตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยมีจำนวนรวม 394 คนตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย วันเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 ด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะประกาศโฆษณาเพียงครั้งเดียวในคราวเดียว แต่ข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังยุติว่าในระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนั้น มีผู้เสียหายซึ่งหลงเชื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปตามประกาศโฆษณาของจำเลยที่ 1 มีจำนวน 394 คน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกจากผู้เสียหายจำนวนดังกล่าวรายละ 3,000 คน ไปโดยทุจริต ซึ่งความผิดต่อผู้เสียหายแต่ละรายเป็นการกระทำที่แยกออกจากกันได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 394 กระทง ศาลย่อมลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปได้ตาม ป.อ. มาตรา 91 จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มาตรา 4 มีโทษตาม พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปีรวม 394 กระทง เป็นกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ศาลลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินยี่สิบปีตาม ป.อ. มาตรา 91 (2) ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 ปี ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงไม่อาจลงโทษให้เบาลงอีกได้
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 91ป.อ. 343พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 4พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 5พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 9พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 12
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,135,700 บาท แก่ผู้เสียหายตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้องและริบของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 12 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 394 กระทง ซึ่งแต่ละกระทงดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 394 กระทง เป็นจำคุก 1,970 ปี แต่ความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,135,700 บาท แก่ผู้เสียหายตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหายท้ายฟ้อง ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสามีภริยากัน เมื่อระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการใช้ชื่อว่าบริษัทไวท์โฮปกรุ๊ป จำกัด โดยประกาศโฆษณารับสมัครสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ปต่อประชาชนทั่วไปผู้สมัครต้องเสียเงินค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 3,000 บาท หากผู้เป็นสมาชิกคนใดหาสมาชิกใหม่มาสมัครได้ครบ 6 คน จะได้รับเงินค่าดาวน์รถจักรยานยนต์จำนวน 6,000 บาท และจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกมาได้อีก สมาชิกเดิมก็จะได้รับเงินตอบแทนลดหลั่นกันไป นอกจากนี้สมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปมีสิทธิให้ทางบริษัทสั่งซื้อสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิกในราคาต้นทุน และสามารถนำบัตรสมาชิกไปใช้บริการซื้อสินค้าจากร้านค้าจำนวน 8 แห่ง ในท้องที่อำเภอชุมแพจะได้รับส่วนลดในราคาพิเศษตามตารางใบประกาศผลประโยชน์แห่งสมาชิกและใบประกาศโฆษณา เอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.5 ต่อมาวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 เจ้าพนักงานตำรวจได้เข้าตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดได้เอกสารที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำนวนมากเป็นของกลาง ปรากฏตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย ป.จ.1 นับถึงวันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจับ มีผู้สมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์โฮปกรุ๊ปจำนวน 394 คน รวมเป็นเงินที่ได้รับไปทั้งสิ้น 1,135,700 บาท ปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้เสียหาย วันเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับไปจากผู้เสียหายเอกสารหมาย ป.จ.2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางบัวไข วงค์เหม นางจิตรสมร อุ่นใจ นางปัญญา วินไธสง นายวิหาร เจิมขุนทด นางบุญเทียม สงค์คลัง นางซิน ถิ่นฐาน นายสรวง อุปกา นายทองศรี อุทัยสา นางปราณี ปัญญา นายสมบูรณ์ โชคคูณ นายหนูเทียน เชื้อบุญมา นายบุญมี หัสดาลอย นายสม สายทอง นางเต้า แสนสมบัติ นายเขียน เถื่อนช้าง นางวราวรรณ ชาวชุมนุม นายบุญบาล พุทธจันทร์ นางอำนวย ศรีสุทอ นายบุญชู ชำนาญ นายสุวิทย์ พันธ์ศรี นายเคน โคตะรุด นายสมัย คมสันต์ และนายภิรมย์ หงส์วิไล ผู้เสียหาย เป็นพยานเบิกความฟังได้ว่า ผู้เสียหายดังกล่าวได้สมัครเป็นสมาชิกบัตรไวท์กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในท้องที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน เสียค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 3,000 บาท และรับแจ้งว่าหากผู้สมัครคนใดชักจูงผู้อื่นมาสมัครสมาชิกใหม่ได้ครบ 6 คน ทางบริษัทจะออกเงินค่าดาวน์รถจักรยานยนต์ให้จำนวน 6,000 บาท หรือให้สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท และไม่ว่าผู้สมัครเดิมจะหาสมาชิกใหม่ได้กี่คนยังจะได้รับเงินตอบแทนจากการหาสมาชิกใหม่รายละร้อยละ 25 ของเงินค่าสมัคร และหากสมาชิกใหม่หาสมาชิกได้เพิ่ม สมาชิกเดิมก็จะยังได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นจำนวนเงินลดหลั่นกันไป รายละเอียดปรากฏตามใบประกาศโฆษณาตารางผลประโยชน์แห่งสมาชิกเอกสารหมาย จ.1 โดยเมื่อผู้สมัครชำระค่าสมัครเป็นสมาชิกคนละ 3,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับเงินจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินให้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะส่งมอบบัตรสมาชิกไวท์โฮปกรุ๊ปให้แก่ผู้สมัครภายหลัง ซึ่งผู้เสียหายที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามเงื่อนไขที่ประกาศมีนางบัวไข วงค์เหม นางจิตรสมร อุ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง