ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 2905/2565

หลักกฎหมาย

ปัญหาว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์ร่วม เมื่อความผิดตามฟ้องมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายย่อมไม่กระทบอำนาจฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5, 16 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นาง ศ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 ข้อ 5 (3) (7), 16 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำคุก 1 ปี ฐานประกอบกิจการให้สินเชื่อภายใต้การกำกับโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 16 เดือน ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจดทะเบียนใช้ชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ข. เมื่อประมาณปลายปี 2558 โจทก์ร่วมไปพบจำเลยที่ 1 ที่ร้านค้าของจำเลยที่ 1 ติดต่อขอกู้ยืมเงิน 600,000 บาท เพื่อนำเงินไปเป็นทุนค้าขายหมากเคี้ยวตามคำแนะนำของเพื่อน แต่จำเลยที่ 1 ต้องการหลักประกันและให้ทำเป็นสัญญาขายฝาก โจทก์ร่วมเสนอที่ดินโฉนดเลขที่ 15902 ของโจทก์ร่วม เป็นหลักประกัน จำเลยที่ 1 ไปดูที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วพอใจ แต่ที่ดินติดจำนองธนาคารเป็นประกันหนี้ที่โจทก์ร่วมค้างชำระอยู่ 300,000 บาทเศษ ต้องนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก่อนนำที่ดินมาจดทะเบียนขายฝาก โจทก์ร่วมจึงต้องการเงิน 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของจำเลยที่ 1 โจทก์ร่วม และนายบรรจบ สามีของโจทก์ร่วม เดินทางไปที่ธนาคาร จำเลยที่ 1 นำเงินชำระหนี้ของโจทก์ร่วมให้แก่ธนาคาร 300,000 บาทเศษ แล้วรับโฉนดที่ดินพร้อมทั้งเอกสารที่จำเป็นจากธนาคารพากันเดินทางไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ สาขาปรางค์กู่ ดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง จากนั้นโจทก์ร่วมจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสองมีกำหนด 1 ปี โดยระบุราคาขายฝาก 1,000,000 บาท และสินไถ่ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งหมดโดยจะนำมาหักออกจากจำนวนเงินที่มอบให้แก่จำเลยที่ 1 ในภายหลัง ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากครบกำหนดไถ่ถอน จำเลยทั้งสองขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางจิ มารดาของโจทก์ร่วม ในราคา 1,400,000 บาท คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน หรือร้อยละ 36 ต่อปี หักวันแรกเป็นการชำระดอกเบี้ยล่วงหน้าระยะเวลา 1 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท แล้วส่งมอบเงินให้โจทก์ร่วมเพียง 640,000 บาท อันเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้ทำเป็นสัญญาขายฝากแต่การที่จำเลยที่ 1 หักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่ลักษณะของการขายฝาก การกระทำของจำเลยที่ 1 มีเจตนาให้กู้ยืมเงินโดยประสงค์ต่อดอกเบี้ย การขายฝากจึงเป็นการอำพรางการกู้ยืมเงิน ในข้อนี้ โจทก์มีโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ร่วมขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท แบ่งเป็นไว้ใช้เอง 600,000 บาท ส่วนที่เหลือ 300,000 บาทเศษ ใช้ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคาร แต่จำเลยที่ 1 แจ้งว่าต้องทำเป็นสัญญาขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินจึงตกลงทำสัญญาขายฝากตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ หลังจากจดทะเบียนขายฝากที่ดินแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งว่านอกจากต้องหักหนี้ไถ่ถอนจำนอง 300,000 บาทเศษแล้ว ยังมีค่าดำเนินการ ค่าภาษีเกี่ยวกับที่ดิน และหักดอกเบี้ยอีกประมาณ 360,000 บาท โจทก์ร่วมคงได้รับเงินเพียง 300,000 บาทเศษ ส่วนจำเลยที่ 1 เบิกความว่า โจทก์ร่วมมาขอกู้ยืมเงินไปลงทุนค้าขาย จำเลยที่ 1 แจ้งว่าให้กู้ยืมเงินได้แต่ต้องมีหลักประกันและทำเป็นขายฝาก โจทก์ร่วมต้องการใช้เงินรวมป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2905/2565 · ทนอย Thanoy