ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548

ฎีกาที่ 291/2548

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าโดยเป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของโดยตรง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการออกใบตราส่งเท่านั้น แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันขนส่งสินค้าโดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการออกใบตราส่ง แต่การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ตัวการร่วมขนส่งสินค้ากับจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการวินิจฉัยหรือพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ว่าคดีรับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ในคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น จำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งเป็นผู้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้า ได้ขนส่งตู้สินค้าที่บรรจุสินค้ามาถึงท่าเรือปลายทางและส่งมอบตู้สินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยชอบแล้ว หน้าที่ดูแลสินค้าของจำเลยที่ 2 ย่อมสิ้นสุดลงตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชอบในการสูญหายของสินค้าที่เกิดขึ้นในขณะที่สินค้าอยู่ในความอารักขาของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,500,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายและดอกเบี้ยคิดคำนวณถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 4,429,810.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จทุนทรัพย์เฉพาะส่วนที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงมีเพียง 2,886,660.22 บาท โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 72,167.50 บาท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลหาผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 4 และใช้สำนักงานของจำเลยที่ 2 ในกรุงเทพนครเป็นสถานที่ประกอบกิจการบางส่วนเกี่ยวกับการขนส่งภายใน 2 ปี ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยใช้สำนักงานของจำเลยที่ 5 เป็นสถานที่ติดต่อและดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 และวันที่ 1 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ทำสัญญารับประกันภัยทางทะเลแบบเปิดไว้กับองค์การเภสัชกรรมสำหรับการขนส่งสินค้าจากทั่วโลกมายังกรุงเทพมหานคร และสืบเนื่องมาจากกรมธรรม์ประกันภัยแบบเปิดดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2537 และวันที่ 24 ตุลาคม 2537 โจทก์ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลให้ไว้แก่องค์การเภสัชกรรม เพื่อรับประกันภัยสินค้าวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ฟีน็อกซี่เมทิล เพ็นนิซิลลิน โปแตสเซี่ยม สำหรับผสมอัดเม็ดยาบีพี 80 บรรจุในถังไฟเบอร์ ซึ่งขนส่งเที่ยวละ 400 ถัง หนักถังละ 25 กิโลกรัม บรรจุในตู้สินค้าเที่ยวละ 1 ตู้ จากเมืองโกเต้นเบอร์กประเทศราชอาณาจักรสวีเดนมายังกรุงเทพมหานคร โดยเรือเดินทะเลชื่อ เอ็นแอลแอล โอเชียนเนีย รวม 2 เที่ยว ในวงเงินประกันภัยจำนวน 11,522,908 บาท สำหรับสินค้าเที่ยวแรก และจำนวน 11,444,864.40 บาท สำหรับสินค้าเที่ยวหลัง โดยสินค้าดังกล่าวองค์การเภสัชกรรมได้สั่งซื้อมาจากบริษัทจิสท์-โบรเคดส์ เอบี จำกัด แห่งประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ผู้ส่งของ และผู้ส่งของได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวมาให้องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งในเงื่อนไขกรุงเทพ ซีวาย หมายถึง ส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง ณ คลังสินค้าของผู้รับตราส่งที่ปลายทางในกรุงเทพมหานครเพื่อเปิดตู้สินค้าและส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จัดหาตู้สินค้าหมายเลข เอ็มไอเอสยู 5106694 สำหรับการขนส่งเที่ยวแรก และตู้สินค้าหมายเลขเอ็มไอเอสยู 514610-4 สำหรับการขนส่งเที่ยวหลัง มอบให้ผู้ส่งของ ณ เมืองต้นทางเพื่อบรรจุสินค้าแล้วซีลหรือผนึกประตูตู้สินค้าด้วยแถบเหล็กที่มีหมายเลขกำกับอีกชั้นหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับตู้สินค้าและนำสินค้าแต่ละเที่ยวบรรทุกลงเรือแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ออกใบตราส่งชนิดบรรทุกลงเรือแล้ว มอบให้แก่ผู้ส่งของเป็นหลักฐาน ซึ่งองค์การเภสัชกรรมก็ได้ชำระค่าสินค้าสำหรับการขนส่งสินค้าในแต่ละเที่ยวให้แก่ผู้ส่งของโดยวิธีขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตผ่านทางธนาคารตามวิธีการค้าระหว่างประเทศ แล้วผู้ส่งของได้โอนใบตราส่งสำหรับสินค้าในแต่ละเที่ยวพร้อมเอกสารทางการค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบกำกับสินค้า ใบกำกับหีบห่อ มาให้องค์การเภสัชกรรมต่อมาเมื่อเรือเดินทะเลเอ็นแอลแอล โอเชียนเนีย บรรทุกสินค้าดังกล่าวเดินทางจากประเทศราชอาณาจักรสวีเดนมาถึงประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ในแต่ละเที่ยวแล้วได้ขนถ่ายตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าลงเรือเดินทะเลลำใหม่ชื่อนันทภูมิ อันเป็นการขนส่งช่วงที่ท่าเรือในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยผู้ส่งของและผู้รับตราส่งไม่ได้ยินยอมรับรู้มาก่อน การขนส่งช่วงดังกล่าวมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งโดยจำเลยที่ 4 ได้ออกใบตราส่งระบุชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งของและจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับตราส่ง เพื่อให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบสินค้าให้องค์การเภสัชกรรมอีกต่อหนึ่ง โดยใบตราส่งดังกล่าวกำหนดให้เรียกเก็บค่าระวางจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรือนันทภูมิได้บรรทุกสินค้าเดินทางถึงท่าเรือกรุงเทพเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2537 และเที่ยวหลังเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2537 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้ขนถ่ายตู้สินค้าที่บรรจุสินค้าในแต่ละเที่ยวไปฝากไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแทนที่จะนำไปส่ง ณ คลังสินค้าขององค์การเภสัชกรรมตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญารับขนของทางทะเล องค์การเภสัชกรรมผู้รับตราส่งจึงเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ส่งมอบสินค้าโดยได้เวนคืนใบตราส่งให้ จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้ออกใบสั่งปล่อยสินค้าเพื่อให้ผู้รับตราส่งไปทำพิธีการศุลกากรและขอรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2537 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้เปิดตู้สินค้าเพื่อส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งตามลำดับ ปรากฏว่าสินค้าสูญหายไปจำนวน 90 ถัง สำหรับการขนส่งเที่ยวแรก และสูญหายไปจำนวน 60 ถัง สำหรับการขนส่งเที่ยวหลัง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากมีการลักลอบเปิดตู้สินค้าระหว่างการขนส่งหรือลักทรัพย์ไปโดยมีการเปลี่ยนซีลที่ผนึกประตูตู้สินค้าเป็นกุญแจสายยูสำหรับการขนส่งเที่ยวแรก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 291/2548 · ทนอย Thanoy