ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2555

ฎีกาที่ 2912/2555

หลักกฎหมาย

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับ น. ในฐานะนายจ้าง แต่โจทก์มิได้ฟ้องโดยยืนยันว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่ฟ้องว่า น. ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถในทางการที่จ้างโดยประมาทชนรถที่โจทก์รับประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ไว้ในขณะเกิดเหตุ และกรมธรรม์ยังคุ้มครองอยู่ในขณะเกิดเหตุ โดยกรมธรรม์มีเงื่อนไขสำคัญว่า หากรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยก่อความเสียหายแก่บุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จะรับผิดต่อบุคคลภายนอกในนามของผู้เอาประกันภัยแทนผู้เอาประกันภัย เป็นการฟ้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันภัย ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องผู้รับประกันภัยให้รับผิดได้โดยไม่จำต้องฟ้องผู้เอาประกันภัยด้วย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบรับว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุจาก น. และข้อเท็จจริงได้ความว่า น. ขับรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุชนรถที่โจทก์รับประกันภัยโดยละเมิด จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิมาฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 209,281 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 185,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังว่า นายนิด ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ -9438 นครปฐม ซึ่งเป็นรถที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนไว้จากนายนิดและยังอยู่ในระยะเวลาประกันภัย จากทางกิ่งอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ มุ่งหน้าไปทางอำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นถนนที่มีช่องเดินรถเพียงสองช่องให้รถแล่นสวนทางกันได้และเป็นทางโค้ง ยางล้อหลังด้านขวารถที่นายนิดขับแตก ขณะนั้นนายชูศักดิ์ขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 81-6864 นครราชสีมา แล่นสวนทางมา รถทั้งสองคันจึงเฉี่ยวชนกันรถที่นายชูศักดิ์ขับได้ตกในคูน้ำข้างถนนได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ไม่วินิจฉัยปัญหาอื่น โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 แก้อุทธรณ์ แต่ไม่แก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ไม่ขาดอายุความ ปัญหานี้จึงยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความและพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่า นายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องรับผิดด้วย โจทก์ฎีกาว่า นายนิดเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และขับรถไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไม่ขาดอายุความ และฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์จำต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และนายนิดขับรถโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน มีปัญหาวินิจฉัยข้อแรกตามคำให้การของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้แสดงหลักฐานใดๆ ให้จำเลยทั้งสองทราบถึงความเสียหายของรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-6864 นครราชสีมา ความเสียหายที่เรียกร้องมาตามฟ้องจึงเป็นความเท็จ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้ค่าซ่อมแซมได้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน รถที่โจทก์รับประกันภัยตกในคูน้ำข้างถนนเสียหายทั้งคัน โจทก์เสียค่าจ้างยกรถที่โจทก์รับประกันภัย 5,000 บาท และโจทก์จัดการซ่อมแซมรถ เสียค่าซ่อมแซม 180,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสอง เป็นการบรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ส่วนพยานหลักฐานที่แสดงถึงความเสียหายของรถและค่าเสียหายที่โจทก์เสียไป แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายมาในคำฟ้องด้วย โจทก์ก็สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 81-6864 นครราชสีมา ไว้จากผู้เอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียในรถยนต์บรรทุกจึงไม่อาจเอาประกันภัยได้ กรมธรรม์ประกันภัยเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจในกรมธรรม์มิใช่ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนและในขณะเกิดเหตุมิได้อยู่ในระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นหนังสือมอบอำนาจปลอม ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจมิใช่ลายมือชื่อของกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ เป็นลายมือชื่อปลอมและเป็นเพียงสำเนาเอกสารโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ชั้นพิจารณาโจทก์มีนายสายัณห์ เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำก้ด ประกอบกิจการประกันภัย โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุก ในขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาประกันภัย โจทก์มอบอำนาจให้พยานดำเนินคดีนี้แทน จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบในปัญหานี้ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ตามคำเบิกความของนายสายัณห์ประกอบพยานเอกสารที่นายสายัณห์เบิกความถึง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไว้จากผู้เอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยมีส่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2912/2555 · ทนอย Thanoy