ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554

ฎีกาที่ 2915/2554

หลักกฎหมาย

โจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และ ส. คำซัดทอดดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย เช่นเดียวกับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า ที่ให้การเช่นนั้นเกิดจากการชี้นำของเจ้าพนักงานตำรวจโดยบอกว่าจะกันไว้เป็นพยาน อันเป็นการนำสืบว่าโจทก์และโจทก์ร่วมได้พยานหลักฐานชิ้นนี้ด้วยการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ไม่เป็นการให้การด้วยความสมัครใจ รับฟังไม่ได้ แต่แม้จะรับฟังได้หรือไม่ บันทึกคำให้การดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อยเช่นกัน เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจนำสืบพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยแล้ว พยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมาจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง กรณียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง และต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 84, 91, 288, 289, 297 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางมยุรี ภริยานายศุภกิจ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดต่อชีวิต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 289 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 60, 80) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ), 72 ทวิ วรรคสอง, 78 ทวิ (ที่ถูก มาตรา 78) วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง กับฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในความผิดฐานอื่นมารวมได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่ เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายศุภกิจ ผู้ตายจนถึงแก่ความตาย และนายสมนึก ผู้เสียหาย ได้รับอันตรายสาหัสและฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคัดค้านว่าจำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง สำหรับข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ ซึ่งจะได้วินิจฉัยเป็นลำดับไป ทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ้างวานจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนายสามารถ อภิบุญอำไพในราคา 300,000 บาท ให้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนายสามารถเอกสารหมาย จ.16 จ.43 จ.44 และ จ.32 ตามลำดับ โดยมีพันตำรวจโทบุญช่วย พนักงานสอบสวนผู้สอบปากคำบุคคลดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และนายสามารถได้ให้การเช่นนั้นจริง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายวิชัย จิตรทูล คนขับรถของผู้ตายซึ่งขับรถของผู้ตายขณะผู้ตายถูกยิงเบิกความว่า หลังเสียงปืนเงียบลงประมาณ 5 นาที มีรถยนต์กระบะหลังคาไฟเบอร์แล่นมาจอดในที่เกิดเหตุ สักพักรถยนต์กระบะคันดังกล่าวแล่นออกไป พยานเข้าใจว่าคงมาจอดรับคนร้ายเพราะแล่นออกไปอย่างเร็วมาก เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อฟอร์ด มีหลังคาท้ายกระบะ หมายเลขทะเบียน บธ 685 กาญจนบุรี ซึ่งถือว่าคล้ายกับหลังคาไฟเบอร์ตามที่นายวิชัยเบิกความถึงในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ขับรถคันดังกล่าวไปงานอุปสมบทบุตรชายของนางพเยาว์ ร้อยเครือ เช่นเดียวกับผู้ตาย และสถานที่เกิดเหตุไม่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง