ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 2924/2545

หลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องโจทก์มิได้อ้างว่า จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะไม่ขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยออกไปจากหน้าอาคารที่โจทก์เช่าจากจำเลยแต่อย่างใด โจทก์บรรยายแต่เพียงว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนทำสัญญาว่าจำเลยจะต้องขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยที่ตั้งปิดหน้าอาคารที่เช่า ทำให้เกิดความไม่สวยงามและกีดขวางทางเข้าออก โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งจำเลยไม่ปฏิบัติเท่านั้นโดยโจทก์หาได้บรรยายว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า หากจำเลยปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าวถือว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าและต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไรแต่โจทก์กลับบรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยตัดกระแสไฟฟ้าในอาคารที่โจทก์เช่าจากจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง เป็นเงินเท่าไรและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ก็ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายอันเกิดจากการทำละเมิดดังกล่าว มิได้เรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่จำเลยผิดสัญญาเช่าแต่อย่างใดทั้งคำให้การจำเลยก็ปฏิเสธว่ามิได้มีข้อตกลงดังโจทก์อ้าง ดังนั้น ตามคำฟ้องและคำให้การจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทนอกเหนือไปจากคำฟ้องและคำให้การ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ไม่อาจถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และเมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวให้จึงไม่ชอบเช่นกัน ฉะนั้นการที่โจทก์ยกปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าขึ้นฎีกาอีก จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าอาคารโอภาสวานิชของจำเลยเพื่อดำเนินธุรกิจค้าขาย มีกำหนดอายุสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ 2538 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2541 โจทก์ได้แบ่งอาคารที่เช่าออกเป็น 2 ส่วนส่วนหนึ่งตั้งชื่อร้านว่า ลองจอห์นซิลเวอร์ อีกส่วนหนึ่งชื่อร้านว่า คันทรี่สตายล์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนทำสัญญาเช่าว่าจะขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยซึ่งตั้งปิดหน้าอาคารที่เช่า ทำให้เกิดความไม่สวยงามและกีดขวางทางเข้าออก โจทก์ได้เร่งให้จำเลยดำเนินการ แต่จำเลยไม่ดำเนินการทำให้จำเลยไม่พอใจจนกระทั่งวันที่ 11 มีนาคม 2540จำเลยได้นำคนงานมาตัดกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในอาคารที่เช่า ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินธุรกิจค้าขายต่อไปได้ และทำให้สินค้าอาหารซึ่งจัดเตรียมไว้ในตู้เย็นเน่าเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 98,040 บาท จากผลของการตัดกระแสไฟฟ้าของจำเลยทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2540 จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาเช่าคือวันที่ 31มกราคม 2541 เป็นเวลา 318 วัน ปกติร้านลองจอห์นซิลเวอร์ขายอาหารได้วันละ 37,554 บาท ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์เป็นเงินจำนวน 11,942,172 บาท ร้านคันทรี่สตายล์ สามารถขายอาหารได้วันละ 5,128 บาท ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์เป็นเงินจำนวน 1,630,704 บาท เนื่องจากทางร้านของโจทก์ได้ผลิตขนมปังประเภทโดนัทได้กำไรสุทธิประมาณเดือนละ 1,548,360 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย 10 เดือน เป็นเงินจำนวน 15,483,600 บาท และทางร้านของโจทก์ผลิตเบเกอรี่ออกขายได้กำไรสุทธิประมาณเดือนละ 300,000 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหาย 10 เดือน เป็นเงินจำนวน3,000,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 32,154,516 บาท นอกจากนี้โจทก์ได้ลงทุนปรับปรุง ตกแต่ง ซ่อมแซมอาคาร รวมทั้งติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องอำนวยความสะดวกและสุขภัณฑ์เป็นเงินค่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศของร้านลองจอห์นซิลเวอร์จำนวน 749,000 บาท และของร้านคันทรี่สตายล์จำนวน 663,400 บาท ค่าตกแต่งภายในทั้งสองร้านเป็นเงินจำนวน 2,474,899 บาท ค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าสื่อสารและสุขาภิบาลของร้านลองจอห์นซิลเวอร์จำนวน 136,451.75 บาท ค่าอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าสื่อสาร และสุขาภิบาลของร้านคันทรี่สตายล์เป็นเงินจำนวน 637,629.59 บาท ค่าบริการออกแบบของร้านลองจอห์นซิลเวอร์เป็นเงินจำนวน 269,640 บาท และของร้านคันทรี่สตายล์เป็นเงินจำนวน 301,740 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 5,232,759 บาท เมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์ไม่สามารถประกอบการค้าได้ตามปกติแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น37,387,320 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 37,387,320 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีข้อตกลงให้จำเลยขับไล่แม่ค้าหาบเร่แผงลอยให้พ้นไปจากหน้าอาคารที่เช่า บริเวณที่แม่ค้าวางสินค้าขายไม่ได้อยู่ในบริเวณอาคารของจำเลย จุดดังกล่าวเป็นจุดผ่อนผันที่ทางกรุงเทพมหานครยินยอมให้วางหาบเร่แผงลอยได้ โจทก์ทราบปัญหาเรื่องหาบเร่แผงลอยแล้วยังยินยอมเข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยโดยมิได้โต้แย้ง จำเลยมิได้ผิดสัญญาเช่าต่อโจทก์ จำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการตัดกระแสไฟฟ้าที่โจทก์ใช้ในอาคารที่เช่า กระแสไฟฟ้าในอาคารที่โจทก์เช่าจะดับลงด้วยเหตุใดก็มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยตัดกระแสไฟฟ้าในวันที่ 11 มีนาคม 2540 เป็นการหาเหตุที่จะให้จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าเพื่อที่โจทก์จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อเงินที่วางมัดจำและค่าเช่าที่ค้างชำระตลอดจนค่าเช่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่เพราะโจทก์ติดค้างค่าเช่าจำเลยโดยในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 12 มีนาคม 2540 โจทก์ได้ขนย้ายทรัพย์สินและสินค้าบางส่วนของโจทก์ออกจากอาคารที่เช่าโดยไม่แจ้งเหตุให้จำเลยทราบเพื่อให้เข้าใจว่าโจทก์อยู่ในอาคารที่เช่าไม่ได้เพราะจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาเช่าซึ่งไม่เป็นความจริง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมาเนื่องจากขาดประโยชน์ในการดำเนินกิจการในร้านค้านับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2540 จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาจำนวน 32,154,516บาท ไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่มีหลักฐานการประกอบกิจการร้านค้าของโจทก์มาแสดงทั้งไม่มีหลักฐานรายรับรายจ่ายตลอดจนหลักฐานการเสียภาษีอากรมาแสดง โจทก์กล่าวในคำฟ้องเพียงว่าสินค้าอาหารที่จัดเตรียมไว้ในตู้เย็นได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 98,040 บาท ไม่ได้แสดงว่าเป็นอาหารประเภทใด จะมีอยู่จริงหรือไม่ การที่กระแสไฟฟ้าดับมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยก่อนที่โจทก์จะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารที่เช่า โจทก์ติดค้างค่าเช่าจำเลยเป็นเงินจำนวน 3,520,000 บาท จำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์และได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 19240/2540 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำให้การยอมรับว่าจำเลยมีสิทธิเข้าครอบครองอาคารที่เช่าได้ตั้งแต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2924/2545 · ทนอย Thanoy