ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 2925/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผู้แทนดำเนินกิจการต่าง ๆ แทนจำเลย แม้พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน แต่อธิบดีกรมทางหลวงก็ต้องปฏิบัติราชการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลย จำเลยจึงมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบในการที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดให้ และได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ แต่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยภายในกำหนด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยให้มารับเงินค่าทดแทนที่ดินตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2539 ซึ่งตอนท้ายของหนังสือดังกล่าวได้แจ้งให้ทราบถึงสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายในกำหนด 60 วัน อันเป็นการปฏิบัติถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่มีเหตุจำต้องแจ้งเป็นหนังสือซ้ำให้โจทก์ต้องไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินใหม่อีก แต่จำเลยกลับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินในวันที่ 2 ธันวาคม 2539 อีก 1 ฉบับ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยแสดงเจตนายกเลิกหนังสือแจ้งฉบับแรก และใช้หนังสือแจ้งฉบับหลังที่ชอบด้วยกฎหมายแทนฉบับแรก เมื่อนับระยะเวลานับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2539 วันสุดท้ายแห่งระยะเวลา 60 วัน คือวันที่ 31 มกราคม 2540 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในวันที่ 30 มกราคม 2540 จึงฟังได้ว่า โจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทน อันทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มจำนวน 9,494,034 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 8,630,940 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,159,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1610, 1611, 2875 ถึง 2890, 2894 ถึง 2897, 904 และ 2905 ตำบลจอหอ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา รวม 23 แปลง ถูกเวนคืนอันเนื่องจากการดำเนินการของฝ่ายจำเลยตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 รวมเนื้อที่ที่ถูกเวนคืน 1,288.20 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ไร่ละ 320,000 บาท หรือตารางวาละ 800 บาท เป็นเงิน 1,030,560 บาท และเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ตกลงราคา แต่โจทก์ไม่ไปตกลงราคาค่าทดแทนที่ดินและทำหนังสือสัญญาซื้อขายกับเจ้าหน้าที่เวนคืนของจำเลยในกำหนด เจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินภายในวันที่ 24 กันยายน 2539 และโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2539 โจทก์ได้ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมดอกเบี้ยจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยแต่ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคมขอเงินค่าทดแทนที่ดินในอัตราตารางวาละ 7,500 บาท จำเลยรับอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 แต่รัฐมนตรีฯ ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2541 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มีความเห็นเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นไร่ละ 640,000 บาท หรือตารางวาละ 1,600 บาท และรัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเห็นชอบด้วย โจทก์ไปรับเงินที่ได้เพิ่มขึ้นดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 2,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนข้อที่คู่ความยังโต้เถียงกัน โจทก์นำสืบว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินจัดสรรมีการปรับปรุงพัฒนาโดยถมที่ดินสูง 1 เมตรเศษ และมีสาธารณูปโภคครบถ้วน โจทก์ขายที่ดินในโครงการของโจทก์แก่ลูกค้าตารางวาละ 7,500 บาท ถึงตารางวาละ 8,500 บาท จำเลยนำสืบว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยพิจารณาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ต่อมารัฐมนตรีฯ วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ 1,600 บาท ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนยังไม่ได้จัดทำสาธารณูปโภคและราคาซื้อขาย เป็นราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง การเวนคืนทำให้ที่ดินที่เหลือของโจทก์มีราคาสูงขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิโจทก์ เพราะจำเลยไม่ใช่เจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาฯ เห็นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ เป็นผู้แทนดำเนินกิจการต่าง ๆ แทนจำเลย แม้พระราชกฤษฎีกาฯ กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน แต่อธิบดีกรมทางหลวงก็ต้องปฏิบัติราชการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยอยู่นั่นเอง และการดำเนินการเพื่อการเวนคืนที่ดินของโจทก์อยู่ในวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของจำเลยด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบในการที่จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ยังไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดไว้ และได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีฯ ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่รัฐมนตรีฯ ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์เรื่องเงินค่าทดแทนที่ดินต่อรัฐมนตรีฯ ภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนที่ดินอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2551 · ทนอย Thanoy