คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 2932/2561
หลักกฎหมาย
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะลงมือรัดคอผู้ตายครั้งแรก ผู้ตายด่าว่าจำเลยที่ 1 ว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ หลอกกูมารออีกแล้ว หลอกกูทำเหี้ยอะไร" ซึ่งคำด่าของผู้ตายนี้ เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เองที่หลอกผู้ตายมายังที่เกิดเหตุ และการที่จำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 2 แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยที่ 1 ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า "ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ พ่อมึงตาย ไอ้เลว ไอ้ชั่ว" ก็มีสาเหตุจากจำเลยที่ 1 รัดคอผู้ตายครั้งที่ 1 และเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น กับแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนทั้งสิ้น เมื่อผู้ตายด่าตอบโต้การกระทำของจำเลยที่ 1 มาเช่นนี้ จึงไม่อาจถือเป็นเหตุว่าผู้ตายข่มเหงจำเลยที่ 1 อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมได้ กรณีที่ไม่ถือว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยบันดาลโทสะ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288, 339, 340 ตรี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมวกนิรภัย และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคว กาญจนบุรี 732 ของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางน้อง ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าขาดไร้อุปการะ 100,000 บาท และค่าปลงศพ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคท้าย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากมาตรา 340 วรรคท้าย (ที่ถูก 339 วรรคท้าย) มีโทษถึงประหารชีวิตจึงไม่อาจวางโทษให้หนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี ได้ ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อเลโนโว่สีดำ 1 เครื่อง หมวกนิรภัย ยี่ห้ออินเด็กซ์สีขาว 1 ใบ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ขคว กาญจนบุรี 732 จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หมายเลขทะเบียน ขคข กาญจนบุรี 604 จำนวน 1 คัน และกระเป๋าสะพายผ้าลายสีน้ำตาล 1 ใบ ของกลางแก่เจ้าของ และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2558 อันเป็นวันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ยกคำร้องของผู้ร้องสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและชิงทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 และความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะ จำคุก 12 ปี กระทงหนึ่ง ฐานลักทรัพย์ผู้อื่น จำคุก 2 ปี อีกกระทงหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี คำให้การจำเลยทั้งสองชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามทุกกระทงความผิดไป เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี และ 1 ปี 4 เดือน ตามลำดับ รวมสองกระทงคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ใช้สายสะพายกระเป๋าของผู้ตายรัดคอผู้ตาย จากนั้นถอดเอาสร้อยคอทองคำและแหวนทองคำ 2 วง ของผู้ตายไป แล้วจำเลยที่ 2 นำสร้อยคอทองคำและแหวนทองคำดังกล่าวไปจำนำที่สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลท่าม่วง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนส่งศพผู้ตายไปตรวจที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ผลการตรวจปรากฏว่า ผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากสมองขาดอากาศจากการกดรัดบริเวณลำคอ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ของผู้ตายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สาเหตุที่ผู้ตายถูกฆ่า น่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ล่อลวงผู้ตายไปยังที่เกิดเหตุเพื่อจะขายท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่มี ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วยังหลอกให้ผู้ตายมาพบ ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ประสงค์จะได้ทรัพย์สินของผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่าเจตนาฆ่าผู้ตายเพื่อจุดประสงค์ในการชิงทรัพย์ โจทก์มีพันตำรวจโทสมิตร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 อยากจะตบสั่งสอนผู้ตายที่เคยด่าว่าจำเลยที่ 1 จึงใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ติดต่อไปหาผู้ตายหลอกว่า มีท่อไอเสียรถจักรยานยนต์จะขายให้ เนื่องจากทราบว่าผู้ตายชอบและอยากได้ท่อไอเสียมาก ผู้ตายบอกว่าจะตามไปดู นัดพบกันที่บริเวณฟาร์มนากหญ้าร้าง (สวนป่า) จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปด้วยก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง