ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 2943/2565

หลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องและคําขอท้ายฟ้องเป็นกรณีโจทก์ทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับมติที่ประชุมใหญ่โดยอ้างว่ามติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจําเลย และมีคําขอบังคับขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ซึ่งกฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิไว้เป็นการเฉพาะแล้ว โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จําเลยรับผิดในมูลละเมิด จึงต้องนําอายุความละเมิดมาใช้บังคับกับกรณีการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่หาได้ไม่ แม้ข้อบังคับนิติบุคคลจําเลย จะมีข้อความว่าต้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติในการประชุมครั้งนั้นภายใน 30 นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ โดยไม่ปรากฏหน่วยนับเป็นวัน เดือน หรือปี แต่ข้อบังคับนิติบุคคลดังกล่าวไม่ใช่พยานหลักฐานที่มีกฎหมายบังคับว่าต้องมีเอกสารมาแสดงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) จึงไม่ต้องห้ามที่จะนําพยานบุคคลมานําสืบแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร เมื่อผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมาเบิกความยืนยันว่าการร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติโดยฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับ จะต้องยื่นคําร้องขอต่อศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันลงมติ สอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบและการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. 2545 ข้อ 15 ดังนั้น ตามข้อบังคับของนิติบุคคลจําเลย การร้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43, 44 ประกอบมาตรา 48 สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดิน เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น ให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าว แต่ผู้จัดสรรที่ดินจะพ้นจากหน้าที่นี้เมื่อมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรแล้ว โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค ซึ่งมีคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้ดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิก กรณีจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของจําเลยตามกฎหมายรวมทั้งตามข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่ในการดูแลถนนในหมู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร เหตุที่จําเลยนํากรวยหรือนําหมุดไปปักบริเวณถนนสายหลักข้างบ้านโจทก์ทั้งสองและบริเวณหัวมุมถนนซอยเท่าที่จําเป็นก็เพื่อมิให้สมาชิกในหมู่บ้านนํารถยนต์มาจอด เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการขับรถเลี้ยวโค้ง เข้า - ออก บริเวณหัวมุมถนน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของจําเลยตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ในการบริหารจัดการอํานวยความสะดวกในการใช้สาธารณูปโภค ตลอดจนการใช้พื้นที่ส่วนกลางในหมู่บ้านที่พักอาศัยร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด การกระทำดังกล่าวของจําเลยมิได้เลือกปฏิบัติเฉพาะสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 และมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ในส่วนที่กำหนดสิทธิให้สมาชิกมีรถยนต์ได้ตามสิทธิ ให้จำเลยยุติการกระทำที่เป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก โดยให้จำเลยเคลื่อนย้ายเครื่องกีดขวางที่ได้ตั้งขวางเพื่อมิให้รถยนต์เข้าจอดได้ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55567 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กรุงเทพมหานคร และเป็นสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ธ. โจทก์ทั้งสองใช้บ้านเลขที่ 559/201 ดังกล่าวเป็นที่ตั้งสำนักงานบริษัท อ. ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มีหน้าที่บริหารจัดการดูแลทรัพย์สินอันเป็นสาธารณูปโภค และกระทำการเพื่อประโยชน์สูงสุดในการอยู่อาศัยของสมาชิกหมู่บ้านจัดสรร ตลอดจนออกข้อบังคับกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้สาธารณูปโภค การอยู่อาศัยและการจราจรภายในที่จัดสรร วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองเรื่องการกำหนด ค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลาง อ้างว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิจอดรถได้ 4 คัน ในบ้าน 3 คัน หน้าบ้าน 1 คัน ส่วนรถที่เกินมา 4 คัน โจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลางเพิ่มอัตราคันละ 6,000 บาท ต่อคันต่อปี ตามรายงานการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 และหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองเรื่องการกำหนด ค่าจอดรถในพื้นที่ส่วนกลางตามมติที่ประชุมใหญ่ประจำปี 2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2560 จำเลยจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่ประชุมได้ลงมติเรื่องการจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคประจำปี 2561 ข้อ 5.2.2 อนุมัติการปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์ เป็นเงิน 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี จากเดิมที่คิด 700 บาท ต่อตารางวาต่อปี โดยจะเริ่มเก็บในปี 2561 โจทก์ทั้งสองไม่ยินยอมชำระ ค่าจอดรถส่วนที่เกินสิทธิตามที่จำเลยแจ้งและชำระค่าส่วนกลางประจำปี 2561 ให้จำเลยในอัตราเดิมเป็นเงิน 40,670 บาท ส่วนยอดเงินอีก 17,430 บาท ตามที่จำเลยแจ้ง โจทก์ทั้งสองยังไม่ชำระ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 ที่กำหนดให้สมาชิกจอดรถได้เพียงตามจำนวนสิทธิที่มีเท่านั้น โดยคิดค่าจอดรถกรณีนำรถยนต์มาจอดในพื้นที่ส่วนกลางเกินสิทธิ กับขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ข้อ 5.2.2 ที่อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์จากอัตราเดิม 700 บาท ต่อตารางวาต่อปี เป็น 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี หรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาในทำนองว่า การลงมติของที่ประชุมใหญ่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องร้องขอต่อศาลภายใน 1 เดือน หรือ 30 วัน นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2558 ที่ประชุมลงมติให้สมาชิกจอดรถยนต์ภายในบ้านและหน้าบ้านตามสิทธิที่มีอยู่เท่านั้น ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่ 58.10 ตารางวา ซึ่งหากคำนวณตามอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ควรจอดรถได้ 7 คัน แต่จำเลยกลับกำหนดให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิจอดรถเพียง 4 คัน โดยให้จอดในบ้าน 3 คัน และหน้าบ้าน 1 คัน เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขัดต่อกฎหมายและไม่สอดคล้องกับอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ บริษัท ธ. ผู้จัดสรรที่ดินและเจ้าของโครงการได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเป็นที่พักอาศัยประเภทเดียว แต่ในการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกประจำปี 2560 ที่ประชุมกลับลงมติให้แบ่งประเภทบ้านออกเป็นบ้านพักอาศัยและบ้านที่ทำพาณิชย์ และอนุมัติให้จำเลยจัดเก็บค่าสาธารณูปโภคบ้านที่ทำพาณิชย์ในอัตรา 1,000 บาท ต่อตารางวาต่อปี อันเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์ทั้งสอง ไม่ชอบด้วยระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และการจัดการสาธารณูปโภค และการจัดทำบัญชี พ.ศ. 2545 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อีกทั้งยังเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จึงไม่มีผลบังคับใช้ นอกจากนี้มติดังกล่าวยังให้อำนาจคณะกรรมการจำเลยที่จะใช้ดุลพินิจในการบริหารจัดการตามความเหมาะสมหากมีบ้านที่ทำพาณิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง